เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 730,028
Page Views 919,741
สินค้าทั้งหมด 1
 

วิปัสสนาชุนี

วิปัสสนาชุนี

นอกจากนี้ ความชอบใจในการกำหนดและชอบใจอารมณ์ที่เรียกว่า ปีติ ก็อาจเกิดขึ้นได้ ด้วยพลังแห่งปีตินี้ ทำให้เรารู้สึกซาบซ่านไปทั่วทุกขุมขน หรือน้ำตาไหล หรือไม่ก็ร่างกายโยกไปมา บางครั้งก็ตัวลอยเหมือนกับอยู่บนชิงช้าอย่างนั้นแหละ บางครั้งเกิดอาการวาบ ๆ เข้ามาในกายและดวงจิตของนักปฏิบัติบางคน ในขณะที่เพิ่งจะเห็นอาการเช่นนี้เป็นครั้งแรก ก็นึกว่าตัวเองเกิดอาการเวียนศีรษะหรืออาการโยกไปโยกมา บางครั้ง ปัสสัทธิ ความสงบจิตสงบกาย ก็เกิดขึ้น หากปัสสัทธิเกิดขึ้นจะทำให้เรารู้สึกว่า การเดินก็ดี การนั่งก็ดี การนอนก็ดี หรือไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด ก็จะทำให้รู้สึกสบายทั้งกายและใจกว่าทุก ๆ ครั้ง ยิ่งถ้า ลหุตา ความเบาเกิดเพิ่มขึ้นมาอีก แล้วก็จะทำให้กายและใจรู้สึกเบาหรือสบายเกิดความละเอียดอ่อน แม้ว่าจะนั่งกำหนดหรือนอนกำหนดนานเท่าใด อาการกำหนดก็ไม่ทรุดลง แต่ตรงกันข้าม กลับยิ่งดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ปราศจากความเมื่อย ปวดแสบปวดร้อนโดยสิ้นเชิง จะปรากฏแก่จิตที่กำหนดกับอารมณ์เท่านั้น ที่เข้ารูปเข้ารอยกันได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้สภาพจิตซื่อตรง ปรารถนาแต่จะเว้นจากบาปอกุศลทั้งปวง และด้วยพลังของศรัทธาจึงทำให้จิตแจ่มใส ตั้งอยู่ได้เป็นเวลานาน บางครั้งทำให้นึกเลื่อมใสในพุทธคุณอย่างซาบซึ้ง โดยหาประมาณมิได้ โดยทำนองเช่น “โอ! พระพุทธองค์ ทรงเป็นพระสัพพัญญู ผู้รู้ธรรมทั้งหมดทั้งปวง ธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นเพียงรูปและนามเท่านั้น ล้วนเป็นสภาวธรรมที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวเขาตัวเรา” ดังนี้ เป็นต้น

ขณะที่กำหนดอยู่นี้ ถ้าได้พิจารณาเห็นรูปนามจนเห็นความเกิดดับของรูปนาม เห็นสภาพที่ไม่เที่ยง สภาพที่เป็นทุกข์ สภาพที่ไม่ใช่ตัวเขาตัวเราแล้วก็จะเกิดความอิ่มเอิบพอใจอย่างสุดซึ้ง มีจิตคิดอยากแสดงธรรมให้ผู้อื่นได้รู้เหมือนตน ปราศจากความกังวล ปราศจากความเบื่อหน่ายหรือความเกียจคร้านใด ๆ ทั้งสิ้น คงมีแต่วิริยธาตุ ความเพียรพยายาม เท่านั้นที่ปรากฏ

วิปัสสนุเปกขา อุเบกขาที่เป็นปัญญาทางวิปัสสนา ก็จะเกิดขึ้นมากำหนดรู้โดยอัตโนมัติ และปีติความพอใจก็จะเกิดขึ้นอย่างชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ตนอยากจะแสดงสิ่งที่ตนเองประสบมาและให้คนอื่นทราบบ้าง และยังมีธรรมอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้อีก เช่น โอภาส แสงสว่าง สติ ความระลึก ญาณ ความหยั่งรู้เข้าใจ นิกันติ ความเพลิดเพลินยินดี เป็นต้น โดยสภาวธรรมเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงที่วิปัสสนาถึงจุดแก่กล้าแล้ว และพึงทราบว่าผลของนิกันตินี้แหละที่ทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลินในการประพฤติปฏิบัติธรรมได้นาน ๆ แต่ว่าอย่าได้สนใจสิ่งเหล่านี้ให้มากนัก ให้รีบกำหนดทันที หากมีอะไรเกิดขึ้น เช่น หากแสงสว่างเกิดขึ้นก็ให้กำหนดว่า “สว่างหนอ ๆ” หรือหากรู้สึกดี ก็ให้กำหนดว่า “ดีหนอ ๆ” หากรู้ก็ให้กำหนดว่า “รู้หนอ ๆ” หากพิจารณาก็ให้กำหนดว่า “พิจารณาหนอ ๆ” หากเลื่อมใสก็ให้กำหนดว่า “เลื่อมใสหนอ ๆ” ดังนี้เป็นต้น ให้กำหนดอย่างต่อเนื่อง หากเห็นแสงสว่างในสมาธิก็ให้กำหนดว่า “สว่างหนอ ๆ” กำหนดจนกว่าจะเลือนหายไป หากเห็นก็ให้กำหนดว่า “เห็นหนอ ๆ” แต่เป็นธรรมดาอยู่ดีที่เมื่อเห็นอารมณ์มีแสงสว่างเป็นต้น ครั้งแรกจะเกิดความติดใจพอใจในอารมณ์นั้น ทำให้ไม่อยากกำหนดตามหรือเคลิ้ม จนตามกำหนดไม่ได้ ถึงแม้จะตามกำหนดแต่เพราะยังมีความยินดีในอารมณ์นั้นหลงเหลืออยู่ จึงทำให้อารมณ์เหล่านั้นไม่สามารถหายไปโดยฉับพลัน

ด้วยเหตุนี้ อย่าเอาใจใส่อารมณ์เหล่านั้นให้มากนัก ให้ทำใจวางเฉยเสีย เอาใจใส่เฉพาะแต่อาการที่ปรากฏทางกายหรือทางใจของตนเท่านั้น อย่าไปนึกคิดว่า แสงสว่างยังสว่างอยู่หรือไม่ เพราะหากคิดเช่นนั้น มันก็จะสว่างอยู่อย่างนั้นเรื่อยไป หากเกิดความคิดก็ให้กำหนดความคิดนั้น กำหนดความคิดนั้นให้จางหายไป ทั้งนี้มิใช่เฉพาะแต่เรื่องแสงสว่างเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้ ในขณะที่สมาธิญาณของเราแก่กล้าแล้ว เพียงน้อมจิตไปก็ทำให้อารมณ์พิเศษต่าง ๆ ปรากฏออกมาได้ แต่อย่าได้น้อมใจไปเป็นอันขาด ซึ่งหากเกิดน้อมไปแล้วก็ให้รีบกำหนดอาการที่น้อมไปนั้นทันที รีบทำให้อารมณ์นั้นหายไปโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในกรณีของคนบางคน อาจไม่จำเป็นต้องโน้มจิตให้มาก ก็สามารถทำให้อารมณ์ที่มีรูปร่างสัณฐานต่าง ๆ ปรากฏเกิดขึ้นมาอารมณ์แล้วอารมณ์เล่า ภายใต้ความเกิดดับอย่างรวดเร็วเหมือนกับรถไฟที่กำลังเร่งฝีจักร ฉะนั้น (คือทำให้มองเห็นตู้รถไฟไม่ค่อยชัดเพราะเร็วมาก) หากไปกำหนดว่า “เห็นหนอๆ” ครั้งหนึ่ง อารมณ์อันหนึ่งก็จะหายไป คือในแต่ละครั้งของการกำหนด อารมณ์อันหนึ่งก็จะหายไป หากกำลังญาณถอยลง อารมณ์นั้นอาจปรากฏให้เห็นชัดก็ได้ ถ้าหากตามกำหนดว่า “เห็นหนอ ๆ” แต่ละครั้งที่กำหนดอารมณ์ก็จะหายไปทีละอย่าง ๆ จนในที่สุดก็ไม่โผล่มาให้เห็นอีกเลย

เราจะต้องตัดสินใจว่า หากมัวแต่เอาใจใส่กับพวกอารมณ์มีแสงสว่างเป็นต้นเหล่านี้ จะเป็นการเดินทางผิด ส่วนทางที่ถูกต้องนั้นกำหนดเพียงให้รู้ทันอารมณ์ปัจจุบันเท่านั้น และเมื่อตัดสินใจได้แล้วก็พยายามกำหนดนามรูปที่เกิดดับอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้าทำเช่นนี้ได้ อีกไม่นาน ญาณก็จะปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น เราก็จะได้รู้แจ้งถึงความเกิดดับของนามรูปว่ามีความรวดเร็วเพียงใด คือทุก ๆ ครั้งที่เรากำหนด ก็จะรู้แจ้งด้วยตนเองว่า รูปนามเกิดขึ้นแล้วก็จะดับไปตรงนั้น นั่นเอง และจะรู้ต่อไปอีกว่า กิริยาอาการแต่ครั้งก่อน ๆ ที่เกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับกิริยาอาการปัจจุบันนี้เลย ต่างก็ทำหน้าที่เกิดดับของตน ๆ เมื่อโยคีได้รู้แจ้งอย่างนี้ทุก ๆ ครั้งหรือทุก ๆ ระยะที่กำหนดจะรู้แจ้งว่า นามรูปมันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ทนอยู่ได้ยาก ไม่ใช่ตัวเขา ตัวเรา พอนานสักระยะหนึ่ง โยคีอาจนึกพอใจไปว่า เพียงเท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว คงไม่มีอะไรพิเศษมากไปกว่านี้อีก จึงหยุดพักการกำหนด พฤติกรรมเช่นนี้อย่าได้ทำเป็นอันขาด อย่านึกอยากหยุดแล้วก็หยุดตามใจตัวเอง แต่ตรงกันข้ามให้พยายามเพิ่มเวลาปฏิบัติขึ้นให้มากกว่าเดิม จงพยายามกำหนดให้ได้นานเท่าที่จะทำได้ พอวิปัสสนาญาณแก่กล้าขึ้นอีกระดับหนึ่ง เราก็จะมองเห็นอารมณ์ซึ่งเข้ามาในตอนแรกได้ไม่ชัดเจนนัก แต่จะเห็นชัดก็ต่อเมื่ออารมณ์สิ้นสุดแล้ว ขณะเดียวกันเราก็จะรู้ว่า “อารมณ์นั้นดับไป หายไปรวดเร็วจริง ๆ และจิตที่เป็นตัวกำหนดก็ช่างดับไปรวดเร็วเสียจริง ๆ เช่น ในขณะที่กำหนดอาการพอง – ยุบอยู่ เราก็จะรู้ถึงอาการเคลื่อนไหวของท้องที่หายไปแล้วหายไปอีกอย่างรวดเร็ว และแม้แต่จิตที่ทำหน้าที่กำหนดเอง ก็ยังดับไปอย่างรวดเร็ว

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view