เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 730,029
Page Views 919,742
สินค้าทั้งหมด 1
 

วิปัสสนาชุนี

วิปัสสนาชุนี

เมื่อสมาธิญาณแก่กล้าแล้ว เวทนาหลายอย่าง เช่น อาการคัน ร้อน และความเจ็บปวดก็จะเกิดขึ้น จนบางครั้งแทบจะทนไม่ได้ก็มี ในขณะที่เวทนาเหล่านี้เกิดขึ้น หากเราไม่กำหนด มันก็จะหายไป และพอเราเริ่มกำหนดจนได้สมาธิอีก เวทนาเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นอีก มันไม่ใช่โรคร้าย แต่เป็นเพียงเวทนาที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจสภาวธรรม อย่าได้กลัวเป็นอันขาด ให้พยายามฝืนใจกำหนดเวทนานั้นให้ดี เพราะถ้ากำหนดได้ ไม่ช้าเวทนานั้นก็จะค่อย ๆ หายไป แล้วจะไม่กลับมาเกิดอีก นอกจากนี้อารมณ์ต่าง ๆ ก็จะปรากฏเหมือนกับเห็นด้วยสายตาของตนเอง บางครั้งจะปรากฏเหมือนกับพระพุทธองค์เสด็จมาโดยมีฉัพพรรณรังสีล้อมรอบ บางครั้งเหมือนกับพระสงฆ์เหาะมาในอากาศ บางครั้งเหมือนกับเราได้นั่งอยู่ใกล้กับพระพุทธรูป หรือพระเจดีย์ บางครั้งเหมือนกับมีคนที่เรารักใคร่เคารพบูชามาหา บางครั้งเหมือนกับมีซากศพเน่าเปื่อย หรือกองกระดูกมาปรากฏอยู่ตรงหน้า บางครั้งคล้ายกับมีความเสียหายเกิดขึ้นกับญาติพี่น้องบ้านช่องห้องหอต่อหน้าต่อตาเรา บางครั้งจะปรากฏเหมือนกับตัวของเราบวมเลือดไหลทะลักออกมา แล้วขาดออกเป็น ๒ - ๓ ท่อน กลายเป็นกองกระดูกไปฉับพลัน หรือเหมือนกับสามารถมองเห็นเนื้อ กระดูก เส้น เอ็น ลำไส้ ตับ หรือพยาธิ เป็นเพียงอารมณ์บัญญัติเท่านั้น อย่ายินดีและอย่ากลัว ให้รู้ไว้ว่ามันเป็นเหมือนความฝันเท่านั้น แต่สำหรับมโนวิญญาณที่รู้เห็นอารมณ์เหล่านั้น เป็นปรมัตถธรรมที่มีอยู่ตามสภาพความเป็นจริง ด้วยเหตุนั้น จะต้องกำหนดมโนวิญญาณ(จิต)นั้น แต่เมื่อจะกำหนด ก็จะไม่สามารถกำหนดจิตซึ่งไม่มีตัวตนได้ถนัด

ดังนั้น จึงควรกำหนดอารมณ์ที่เห็นว่าปรากฏชัดเป็นหลักไว้ก่อน ซึ่งจะเป็นอารมณ์อะไรก็ได้ หากเห็นแล้วให้กำหนดทันทีว่า “เห็นหนอ ๆ” จนกว่าอารมณ์นั้นจะหายไป ซึ่งบางทีก็หายไปโดยเปลี่ยนเป็นอารมณ์อื่นบ้าง บางทีก็ค่อยเลือนหายไปทีละน้อย ๆ บ้าง ถ้าเป็นช่วงที่เห็นใหม่ ๆ บางทีกำหนดเพียง ๔ – ๕ ครั้งแล้วหายไปก็มี และถ้าวิปัสสนาญาณแก่กล้าแล้ว กำหนดเพียงครั้งสองครั้ง อารมณ์เหล่านั้นก็หายไป แต่ถ้าเรามีจิตคิดอยากชมอารมณ์นั้นอยู่ อารมณ์นั้นอาจตั้งอยู่นานก็ได้ และหากเป็นอารมณ์ที่เราตั้งใจไปรับเอามาเอง (เนื่องจากมีความพอใจในอารมณ์นั้นอยู่แล้ว) ก็จะตั้งอยู่นาน กว่าจะหายไปจากใจเรา

ด้วยเหตุนั้น ถ้ารู้ว่าสมาธิแก่กล้าดีแล้ว ต้องระวังเพื่อมิให้จิตไปรับอารมณ์อื่น หากจิตน้อมไปก็ให้รีบกำหนดจิตนั้นทันที อย่าให้เผลอสติไปเป็นอันขาด จนกว่าจิตนั้นจะหยุด บางคนเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย เพราะไม่เห็นอารมณ์แปลก ๆ เหมือนกับคนอื่นเขา ได้แต่กำหนด พองหนอ – ยุบหนอซ้ำ ๆ ซาก ๆ ดูเหมือนไม่มีอะไรพัฒนาขึ้นเลยก็มี หากอาการเบื่อหน่ายเกิดขึ้นก็รีบกำหนดอาการนั้นทันทีว่า “เบื่อหน่ายหนอ ๆ” หรือ “เกียจคร้านหนอ ๆ” จนกว่าอาการเหล่านั้นจะหายไป ในขั้นแห่งญาณนี้ ไม่ว่าจะเห็นอารมณ์หรือเวทนาที่แปลก ๆ หรือไม่ก็ตาม ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่สำคัญอยู่ที่ต้องรู้เบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดของอารมณ์ที่ตนเองกำลังกำหนดอยู่ ถ้าเป็นช่วงแรกเริ่มปฏิบัติ ขณะที่กำลังกำหนดอารมณ์อันใดอันหนึ่งอยู่ เกิดมีอารมณ์อื่นเข้ามาแทรก ไปกำหนดอารมณ์ใหม่นั้นที่เกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อได้รู้อย่างแน่ชัดแล้วว่าอารมณ์ที่เรากำลังกำหนดอยู่นั้นหายไปแล้วอย่างไร ด้วยเหตุนั้น จำเป็นที่เราจะต้องรู้ให้แน่ชัดถึงเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดของอารมณ์ที่เรากำหนดอยู่

เมื่อการกำหนดถึงขั้นดีมากแล้ว ก็จะสามารถมองเห็นความเกิดดับของอารมณ์ที่กำลังเกิดดับอย่างรวดเร็วได้ ซึ่งตรงกับพระบาลี – อรรถกถาว่า อนิจฺจํ ขยฏฺเฐน เพราะมีความหมายว่าสิ้นไป จึงชื่อว่า อนิจจัง (ไม่เที่ยง) หุตฺวา อภาวโต อนิจฺจา เพราะเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป จึงชื่อว่า อนิจจา (ไม่เที่ยง) ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์โดยแท้ ทุกฺขํ ภยฏฺเฐน เพราะมีสภาพที่น่ากลัว จึงชื่อว่าทุกข์ อุทยพฺพยปฏิปีฬนโต ทุกฺขา เพราะมีความเกิด – ดับเบียดเบียนอยู่เป็นนิจจึงเป็นทุกข์ ดังนี้ แล้วเราก็จะพิจารณาเห็นต่อไปว่า “ที่เรายินดีอยู่กับอารมณ์เหล่านี้ ก็เพราะว่าไม่รู้ตามสภาพความเป็นจริง ไม่มีอะไรเลยที่เป็นของน่ายินดี มีแต่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป และมีแต่ความเกิดดับมารบกวนอยู่ตลอดเวลา เป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก ๆ ไม่ว่าเวลาไหนก็ตาม อารมณ์เหล่านี้ก็จะดับไป หายไปอยู่เป็นนิจ จึงไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยง มันก็เป็นทุกข์ เมื่อเป็นทุกข์ จะชื่อว่าเป็นของดีมีค่าได้อย่างไรกัน” หรือเราอาจจะพิจารณาเห็นตามพระบาลี – อรรถกถาที่ว่า ทุกฺขมทกฺขิ สลฺลโต ทุกฺขวตฺถุตาย จ ทุกฺขโต โรคโต คณฺฑโต สลฺลโต ดังนี้ เป็นต้น เห็นทุกข์เป็นของเสียดแทง เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เห็นทุกข์เป็นโรค เป็นฝี เป็นของเสียดแทง เป็นต้น และอาจพิจารณาตามพระบาลี – อรรถกถาต่อไปว่า ยํ ทุกฺขํ ตทนตฺตา ธรรมชาติที่เป็นทุกข์ คืออนัตตา สิ่งที่ไม่สามารถเข้าไปบังคับได้ อนตฺตา อสารกฏฺเฐน เพราะ อรรถว่าไม่มีแก่นสาร จึงชื่อว่า อนัตตา ไม่ใช่ตัวเขาตัวเรา อวสวตฺตนโต อนตฺตา เพราะไม่เป็นไปตามอำนาจของตน จึงชื่อว่า อนัตตา ไม่ใช่ตัวเขาตัวเรา โดยเราอาจพิจารณา น้อมเข้ามาในตัวเราเองว่า “เป็นเพียงกองทุกข์ ไม่สามารถบังคับไม่ให้เป็นทุกข์ได้ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทันที ไม่มีอะไรเป็นสาระแก่นสาร มีแต่สิ่งที่ไม่มั่นคง เป็นเพียงสภาวธรรมที่ไม่สามารถบังคับเพื่อไม่ให้เกิด หรือเพื่อมิให้ดับได้ เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ตามเหตุปัจจัย เป็นอนัตตาโดยแท้” หากเกิดการพิจารณาอย่างนี้ ก็ให้กำหนดอาการพิจารณานี้ด้วย อย่าให้ขาดสติ เมื่อตามกำหนดสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็ให้กลับไปกำหนดอาการพอง – ยุบตามเดิม

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view