เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 729,986
Page Views 919,699
สินค้าทั้งหมด 1
 

วิปัสสนาชุนี

วิปัสสนาชุนี

สรุปวิธีกำหนด

สรุปว่า อารมณ์จะดีหรือร้ายก็ตาม หากอาการของจิตเกิดขึ้น ก็ให้กำหนดทุกขณะแห่งความคิดที่ผุดขึ้น พยายามตามกำหนดอาการเคลื่อนไหวของกายทุก ๆ อิริยาบถ จะสำคัญหรือไม่ก็ตาม กำหนดเวทนาทุกอย่างทั้งที่เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี ที่เกิดขึ้นภายในกายหรือจิต หมายความว่า ให้ตามกำหนดอารมณ์ทุกอย่างที่มาปรากฏในจิตของตน เมื่อไม่มีอารมณ์อันใดเขามา ก็ให้กลับไปกำหนดอาการพอง – อาการยุบต่อ และในขณะที่กำลังเดิน ก็ให้กำหนดทุกย่างก้าว อย่าให้ขาดช่วง ให้ทำการกำหนดไปตลอด ตามวิธีที่กล่าวมาแล้วนี้แหละ ยกเว้นแต่เวลาหลับเท่านั้น อีกไม่นานก็จะสามารถกำหนดการเกิดดับของนามรูป ถึงตอนนั้นแล้วก็จะเขาถึงวิปัสสนาญาณมีอุทยัพพยญาณเป็นต้น ตามลำดับ

 

วิธีกำหนดต่อเนื่อง

เมื่อเราได้กำหนดตามวิธีเบื้องต้นที่กล่าวมาแล้ว สติ สมาธิ ญาณ ปัญญา ก็จะค่อย ๆ แก่กล้าขึ้น เมื่อถึงตอนนั้นเราก็จะสามารถมองเห็นว่า รูปที่พองกับจิตที่เรากำหนดว่า “พอง” รูปที่ยุบกับจิต เรากำหนดว่า “ยุบ” รูปที่นั่งกับจิตที่กำหนด รูปที่งอเข้ากับจิตที่กำหนด รูปที่ยื่นออกกับจิตที่กำหนด รูปที่ยกขึ้นกับจิตที่กำหนด รูปที่ก้าวไปกับจิตที่กำหนด รูปที่วางลงกับจิตที่กำหนด หรือพูดง่าย ๆ ว่า อารมณ์และจิตที่กำหนดสัมพันธ์กันได้เป็นอย่างดี เราก็สามารถแยกออกว่า อาการพองนั้นเป็นรูป ส่วนจิตที่กำหนดว่าพองนั้นเป็นนาม อาการยุบของท้องนั้นเป็นรูป ส่วนจิตที่กำหนดรู้ว่ายุบนั้นเป็นนาม ดังนี้เป็นต้น หมายความว่า เราได้เข้าถึงขั้นที่สามารถทำให้เข้าใจรูป – นามแล้ว ซึ่ง ณ บัดนี้การกำหนดของเราจะติดตามอารมณ์ มีพอง – ยุบเป็นต้น ได้โดยไม่ขาดสายเลย เหมือนกับว่ากำลังวิ่งเข้าหาอารมณ์อยู่อย่างนั้นแหละ ปรากฏการณ์อย่างนี้เรียกว่า นมนลกฺขณ ลักษณะการน้อมไปหาอารมณ์ของนามธรรม (จิต) ยิ่งกำหนดรูปได้ชัดเท่าไร นามธรรมก็ยิ่งปรากฏชัดเท่านั้น ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค กล่าวไว้ว่า

ยถา ยถา หิสฺส รูปํ สุวิกฺขาลิตํ โหติ นิชฺชฏํ สุปริสุทฺธํ, ตถา ตถา ตทารมฺมณา อรูปธมฺมา สยเมว ปากฏา โหนฺติ (วิสุทธิ. ๒/๒๕๔)

            หิ – จริงอยู่ (เมื่อโยคีปรารถนาอยากให้นามธรรมปรากฏชัด ให้กำหนดรูปให้ดีก็แล้วกัน) รูปํ – รูป อสฺส – ที่โยคีนักปฏิบัติ สุวิกฺขาลิตํ – ชำระสะสางให้หมดจดดีแล้ว นิชฺชฏํ – เป็นรูปที่ไม่มีความสับสน (ปรากฏชัดแก่ญาณ) สุปริสุทฺธํ – สะอาดหมดจด โหติ – ย่อมมี ยถา ยถา – ด้วยประการใด ๆ อรูปธมฺมา – นามธรรมทั้งหลาย ตทารมฺมณา – ที่มีรูปนั้นเป็นอารมณ์ปรากฏ โหนฺติ – จักปรากฏ สยเมว – ด้วยตัวของมันเอง ตถา ตถา โดยประการนั้น ๆ

สำหรับนักปฏิบัติที่มีสุตะน้อย หากสามารถแยกนาม – รูปออกได้ เขาก็จะมีความพอใจมากเลยทีเดียว คือจะด่วนตัดสินว่า นอกจากรูปและนามแล้ว ไม่มีอะไรอีก คือ มีแต่อาการพองกับจิตที่กำหนดว่า “พอง” อาการยุบกับจิตที่กำหนดว่า “ยุบ” อาการนั่งกับจิตที่กำหนดว่า “นั่ง” สิ่งอื่น นอกเหนือจากนามและรูปแล้วก็ไม่มีอะไร อันว่ามนุษย์เรานี้ก็มีแต่นาม – รูป ๒ อย่างนี่แหละจะเป็นหญิงหรือชาย ก็มีเพียง ๒ อย่างเท่านั้น นอกเหนือจาก นาม – รูป ๒ อย่างนี้แล้ว ก็ไม่มีตัวสัตว์ ตัวบุคคล ดังนี้เป็นต้น ครั้นพิจารณาแล้วก็ภูมิใจกับตัวเอง ส่วนนักปฏิบัติผู้มีสุตะมากจะเห็นกว้างออกไปกว่านี้อีก คือ เขาจะตัดสินลงไปว่า “โอ ! จริง ขันธ์นี้มีเพียงนาม – รูปเท่านั้น นอกจากนาม – รูป ๒ อย่างนี้แล้ว ไม่มีสัตว์ บุคคล ไม่มีหญิง ไม่มีชายเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่กำหนดก็มีเพียงรูปที่ถูกกำหนดและจิต(นาม)ที่เป็นตัวกำหนด ในเวลาที่ไม่ได้กำหนดก็มีแต่เพียง ๒ อย่างเท่านั้น ชนทั้งหลายต่างก็สมมติ รูป – นามนี้ว่า เป็นบุคคล เป็นสัตว์ เป็นผู้ชาย เป็นผู้หญิง เป็นเพียงสมมติใช้สำหรับเรียกให้เข้าใจง่ายเท่านั้น ความจริงแล้ว ไม่มีบุคคล ไม่มีสัตว์ ไม่มีชาย ไม่มีหญิง เป็นตัวเป็นตนเลยแม้แต่น้อย” หากเกิดการพิจารณาแบบนี้ ในขณะที่กำลังปฏิบัติอยู่ ก็ต้องกำหนดว่า “พิจารณาหนอ ๆ” แล้วจึงค่อยกลับมากำหนดอาการ พองหน – ยุบหนอ ตามเดิม

ในเวลาที่ภาวนาแก่กล้าขึ้น จิตจะสามารถกำหนดรู้ทุกกิริยาอาการโดยอัตโนมัติ เช่น ก่อนจะเคลื่อนไหวกาย จิตก็จะกำหนดรู้ล่วงหน้า ไม่ยากเหมือนตอนฝึกใหม่ ๆ บางทีตอนเริ่มฝึกใหม่ ๆ นั้น คล้ายกับว่ารูปมันเร็วกว่าจิตที่กำหนด ทั้งนี้คงเป็นเพราะเราไม่กำหนดแล้วปล่อยให้หลุดไปมากกว่า แต่พอวิปัสสนาญาณแก่กล้าขึ้นมาแล้ว จิตของเรานั้นจะเร็วกว่า คล้ายกับไปคอยรับกิริยาอาการที่เรากำลังจะทำอย่างนั้นแหละ เวลาคิดจะทำอะไร เช่น คิดจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน เป็นต้น ก็ต้องกำหนดความคิดเหล่านั้น และต้องกำหนดกิริยาอาการเหล่านั้นด้วย จึงจะรู้ตามสภาพที่เป็นจริงว่า การเคลื่อนไหวของรูปธรรมนั้นช้าว่านามธรรมมาก คือจะรู้แจ้งว่าจิตที่อยากเปลี่ยนกิริยาอาการเกิดขึ้นก่อน ส่วนอาการเคลื่อนไหวกายนั่นเกิดทีหลัง เมื่อถูกความเย็น ความร้อนมากระทบในขณะที่เรากำลังกำหนดว่า “เย็นหนอ ๆ” “ร้อนหนอ ๆ” อยู่ เราก็จะมองเห็นความเย็น – ร้อนค่อย ๆ ทวีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อเรากำหนดก็จะเห็นพลังงานเพิ่มขึ้นในกายของเราเป็นลำดับ โดยปรกติแล้วเราจะกำหนดอาการพอง – ยุบเป็นต้น เป็นอารมณ์หลัก แต่บางครั้งเมื่อเกิดมีอารมณ์อื่นเข้ามาแทรก เราก็จะต้องตามกำหนดอารมณ์เหล่านั้น อย่าให้ขาดสติ หรือไม่ก็เวทนาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในกายอยู่นั้น อารมณ์อื่นก็เข้ามาแทรก เราก็ต้องเปลี่ยนไปกำหนดอารมณ์ที่เกิดใหม่ อย่าให้ขาดสติไปได้ เราก็จะสามารถรู้แจ้งว่า เมื่อมีอารมณ์จึงจะมีการกำหนดเกิดขึ้น หมายความว่า การกำหนดต้องอาศัยอารมณ์อยู่เสมอไป อีกประการหนึ่ง ในบางคราวอาการพอง - ยุบจะละเอียดอ่อนไม่ค่อยปรากฏชัด ยากต่อการกำหนด จึงทำให้เราไม่ค่อยอยากจะกำหนด ซึ่งเราจะต้องมีความสำนึกทันทีว่า “หากไม่มีอารมณ์แล้ว การกำหนดจะเกิดขึ้นได้อย่างไร” แล้วให้พยายามกำหนดอาการนั่งอาการกระทบ หรืออาการนอน กับอาการกระทบให้ได้ สำหรับการกระทบนั้น หากกำหนดเปลี่ยนจุดไปเรื่อย ๆ จึงจะดี เช่น เมื่อกำหนดอาการนั่ง ก็ให้กำหนดว่า “ถูกหนอ” ที่เท้าข้างขวา แล้วกำหนดว่า “นั่งหนอ” อีก แล้วก็เปลี่ยนมากำหนดอาการถูก (ถูกหนอ) ที่เท้าข้างซ้ายเป็นต้น ให้กำหนดเปลี่ยนไปอย่างนี้จนถึง ๔-๕ จุด โดยไม่ซ้ำที่กัน

นอกจากนี้ ในการกำหนดการเห็น การได้ยินอยู่ ก็จะรู้ว่า เนื่องจากมีจักษุและรูป(สีสัน)อยู่ จึงสามารถมองเห็น และเนื่องจากมีโสตะ(หู) และเสียงอยู่ จึงสามารถได้ยิน มิใช่เกิดขึ้นมาลอย ๆ

ดังนั้น เมื่อกำหนดไปก็จะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า “การที่จะเกิดอาการเคลื่อนไหวจะต้องมาจากจิตเป็นผู้นึกคิดทั้งนั้น เพราะธาตุความเย็นและธาตุความร้อน ร่างกายจึงเย็นร้อนได้ เพราะมีอาหารที่รับประทานเข้าไป ร่างกาย(รูป)นี้จึงตั้งอยู่ได้ เพราะมีอาการพอง – ยุบ การกำหนดว่า พอง – ยุบ จึงเกิดขึ้น เพราะมีอารมณ์ เช่น รูป เสียง เป็นต้น เป็นเหตุ จึงมีการเห็น การได้ยินเกิดขึ้น ก็เพราะมีตา หู จึงมีการเห็น การได้ยินเกิดขึ้น เพราะมีการกระทำไว้ในใจ (มนสิการ) และเพราะมีการพิจารณามาก่อนแล้ว จึงทำให้เกิดการกำหนด (จำ) เกิดความคิดใหม่ ๆ (หลัง ๆ) ได้ เพราะกรรมแต่ปางก่อน เวทนาอย่างนี้จึงเกิดขึ้น เพราะกรรมเก่าแต่ปางก่อน นามรูปเหล่านี้จึงเกิดขึ้น แล้วก็เจริญเติบโตนับตั้งแต่ปฏิสนธิเป็นต้นมา มันเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยของมันเอง ฯลฯ แต่ว่าความนึกคิดพิจารณาแบบนี้จะเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้นคล้ายกับว่ากำหนดไปความรู้สึกเหล่านี้ก็ผุดขึ้นมา พร้อมกับการกำหนดนั่นแหละ และให้เรากำหนดอาการรู้เหล่านี้ด้วยว่า “พิจารณาหนอ ๆ” หรือ “พอใจหนอ ๆ” หรือ “รู้หนอ ๆ” ทั้งนี้ แล้วแต่อาการที่เกิดขึ้น พอกำหนดอาการเหล่านั้นสงบดีแล้ว ก็กลับมากำหนดอาการพอง – ยุบต่อตามเดิม

เมื่อเราเข้าใจนามรูปที่กำลังกำหนดอยู่ว่า “นามรูป ปัจจุบันเหล่านี้เกิดขึ้นได้ ก็เพราะอาศัยนามรูปที่เป็นเหตุทำให้เกิดขึ้น” ต่อจากนั้นเราก็จะเข้าใจลึกเข้าไปอีกว่า แม้ในภพก่อน ๆ ก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน คือนามรูปอาศัยนามรูปในอดีตเกิดขึ้นแล้วเช่นกัน และแม้ในภพหน้าก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน ดังนั้นสัตว์ บุคล ตัวตนจะมีมาแต่ไหน มีแต่ธรรมที่เป็นเหตุปัจจัย และธรรมที่เป็นผลเท่านั้น และในระหว่างที่เกิดความนึกคิดเช่นนี้ก็ให้ตามกำหนดให้ทันด้วย เมื่อตามกำหนดแล้ว ก็ให้กลับมากำหนดอาการพอง – ยุบต่อตามเดิม แต่สำหรับผู้ที่มีปัญญาไม่ค่อยดีหรือเป็นคนมีพื้นความรู้น้อยนั้น ความนึกคิดเช่นนี้จะเกิดขึ้นเพียงนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้น ตรงกันข้ามกับคนที่มีความรู้มากอยู่แล้ว ความคิดเช่นนี้จะเกิดขึ้นมากเป็นทวีคูณ แต่อย่าได้ให้ความสำคัญกับมันมากนัก ให้เอาใจใส่แต่สิ่งที่เป็นหลักที่เรากำลังกำหนดอยู่นั่นแหละ วิปัสสนาญาณจึงจะพัฒนาได้เร็ว โดยให้เชื่อมั่นตัวเองว่า “ความนึกคิดเหล่านี้เกิดเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว”

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view