เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 729,989
Page Views 919,702
สินค้าทั้งหมด 1
 

วิปัสสนาชุนี

วิปัสสนาชุนี

หากต้องการเอนตัวลงนอนก็ให้กำหนดว่า “อยากเอนหนอ ๆ” หรือ “อยากนอนหนอ ๆ” และอย่าลืมกำหนดอาการเคลื่อนไหวของมือหรือเท้าในขณะที่กำลังเตรียมจะเอนด้วย เช่น เวลายกแขนก็ให้กำหนดว่า “ยกหนอ ๆ” เวลากางแขนก็ให้กำหนดว่า “กางหนอ ๆ” เวลาเอาแขนเท้ากับพื้นก็ให้กำหนดว่า “เท้าหนอ ๆ” ในขณะที่กำลังเอนตัวลงนอนก็ให้กำหนดว่า “เอนหนอ ๆ” หรือ “นอนหนอ ๆ” เวลาที่กายกระทบกับที่นอน หมอน มุ้ง ก็ให้กำหนดว่า “ถูกหนอ ๆ” ในขณะที่เอนตัวลงนอนใหม่ ๆ ให้กำหนดอาการเคลื่อนไหวของกาย มือ เท้า ช้า ๆ เสร็จแล้วหากไม่มีอะไรกำหนดพิเศษ ก็ให้กลับมากำหนด “พองหนอ – ยุบหนอ” ตามเดิม ในขณะที่นอนกำหนดอยู่นี้ หากเกิดเวทนา เช่น อาการเมื่อย ร้อน หรือเจ็บปวด คันที่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง ให้รีบกำหนดเวทนานั้นทันที หรือถ้าอยากกลืนน้ำลาย บ้วนน้ำลาย ก็ให้กำหนดอาการนั้น ๆ ไป และหากเกิดความคิดแทรกเข้ามาก็ให้กำหนดความคิดนั้นว่า “คิดหนอ ๆ” เมื่ออยากจะตะแคงไปข้างใดข้างหนึ่งจะเป็นขวาหรือซ้ายก็ตาม ก็ให้กำหนดจิตที่อยากทำนั้นก่อน เช่น อยากตะแคงหนอ ๆ เป็นต้น พอเสร็จแล้วก็กลับมากำหนดพองหนอ – ยุบหนอต่อ หากเกิดอยากหลับขึ้นมาจริง ๆ ก็ให้กำหนดว่า “อยากหลับหนอ ๆ” พอจะงีบก็ให้กำหนดว่า “งีบหนอ ๆ” จริงอยู่ ในเวลาที่เรามีสมาธิแก่กล้าแล้ว หากกำหนดได้ทันปัจจุบันทุกอย่างเช่นนี้ อาการง่วงนอนก็จะหายไปเป็นปลิดทิ้ง กลายมาเป็นสดชื่นตามปกติ หากเกิดอาการสดชื่น (ตาใส) ขึ้นมา ก็ให้กำหนดว่า “สดชื่นหนอ ๆ” เสร็จแล้วก็กลับมากำหนด “พองหนอ – ยุบหนอ ๆ” แต่ถึงแม้จะกำหนดอย่างไรอาการง่วงก็ไม่หายไป อย่าหยุดกำหนดแล้วนอนเสีย จะต้องทำใจแข็งว่า “เราจะไม่นอน จะกำหนดอย่างเดียว” แล้วก็กลับมากำหนด “พองหนอ – ยุบหนอ” ตามเดิม เมื่อร่างกายเพลียมาก เราก็จะหลับลงไปในขณะที่กำลังกำหนดอยู่นั่นแหละ

การนอนหลับ หมายถึง การเกิดขึ้นของภวังคจิต ติดต่อกันนานหลายชั่วโมง คือในช่วงที่หลังนี้ไม่มีวิถีจิตเกิดขึ้น ภวังคจิตก็คือจิตที่เป็นดวงเดียวกันกับปฏิสนธิจิต (จิตดวงแรกของชีวิตเรา) และจุติจิต (จิตดวงสุดท้ายก่อนตายของชีวิตเรา) นั่นเอง เพราะเหตุนั้นมันจึงละเอียดมาก ยากที่จะกำหนดรู้อารมณ์ใด ๆ ได้ เราไม่รู้ว่าขณะที่หลับอยู่ (ขณะที่ภวังคจิตเกิดอยู่) เรากำลังรับอารมณ์อะไรอยู่ ในขณะที่ตื่น จิตนี้ก็เกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ คือในระหว่างจิตที่เห็น จิตที่คิด จิตที่ได้ยิน เป็นต้น ก็จะมีภวังคจิตเกิดเป็นช่วง ๆ ไป แต่มันจะไม่เกิดขึ้นนานเหมือนเวลาที่เรานอนหลับ จึงไม่สามารถกำหนดรู้ได้ แม้แต่ในขณะนอนหลับ ถึงจะปรากฏแต่เราก็ไม่สามารถรู้ได้ว่า จิตนั้นรับอารมณ์อะไร เกิดขึ้นอย่างไร เราไม่สามารถกำหนดได้เหมือนกัน (ถ้ากำหนดได้ก็คงไม่ใช่การหลับ)

ส่วนในเวลาที่ตื่นขึ้นมาก็ให้กำหนดว่า “ตื่นหนอ ๆ” ในช่วงที่เริ่มต้นปฏิบัติใหม่ ๆ ก็ยากที่จะกำหนดจิตที่ตื่นครั้งแรกได้ ดังนั้น ถึงจะกำหนดไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ระลึกได้เมื่อไรก็รีบกำหนดเมื่อนั้น และให้กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาสู่จิตของเรา หากคิดอยู่ก็กำหนดว่า “คิดหนอ ๆ” เสร็จแล้วก็กลับมากำหนด “พองหนอ – ยุบหนอ” ตามเดิม ในขณะที่นอนอยู่ หากได้ยินเสียงใดเสียงหนึ่งแล้วสะดุ้งตื่นขึ้นมา ก็ให้รีบกำหนดว่า “ได้ยินหนอ ๆ” หรือ “สะดุ้งหนอ ๆ” เสร็จแล้วก็กลับมากำหนด “พองหนอ – ยุบหนอ” ต่อ แต่ถ้าไม่มีอารมณ์อะไรพิเศษมากระทบก็ให้กำหนดแต่เพียง “พองหนอ – ยุบหนอ” เท่านั้น ในขณะที่กำลังกำหนดอยู่ จิตคิดอยากจะรู้ว่าเวลาเท่าไรแล้ว ก็ให้กำหนดว่า “คิดหนอ ๆ” เมื่อต้องการอยากลุกขึ้นก็ให้กำหนดว่า “อยากลุกหนอ ๆ” และให้กำหนดอาการเคลื่อนไหวของกายที่กำลังเตรียมจะลุกด้วย เช่น ถ้าใช้แขนเท้ากับพื้นก็ให้กำหนดว่า “เท้าหนอ ๆ” ในขณะที่กำลังลุกก็ให้กำหนดว่า “ลุกหนอ ๆ” ในขณะที่นั่งก็ให้กำหนดอาการนั่งนั้นว่า “นั่งหนอ ๆ” เสร็จแล้วให้กลับมากำหนด “พองหนอ – ยุบหนอ” ตามเดิม

ในขณะที่กำลังล้างหน้าอยู่ หรืออาบน้ำอยู่ก็ดี ให้กำหนดตามลำดับของอาการว่า “เห็นหนอ ๆ” “ยื่นมือหนอ ๆ” “จับหนอ ๆ” “ตักหนอ ๆ” “ถือหนอ ๆ” “เทหนอ ๆ” “ถูกหนอ ๆ” “เย็นหนอ ๆ” ฯลฯ ขณะที่เปลี่ยนเสื้อผ้าก็ให้กำหนดว่า “เปลี่ยนหนอ ๆ” คือไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ให้กำหนดทุกอย่าง

พอถึงเวลารับประทานอาหาร ขณะที่ตามองเห็นจานข้าวก็ให้กำหนดว่า “เห็นหนอ ๆ” ในกรณีของผู้ที่รับประทานอาหารด้วยมือ ขณะที่ทำคำข้าวก็ให้กำหนดอาการนั้นด้วย ขณะที่ยื่นคำข้าวใส่ปากก็ให้กำหนดว่า “ยื่นหนอ ๆ” ขณะที่ก้มหัวก็ให้กำหนดว่า “ก้มหนอ ๆ” ขณะที่คำข้าวกระทบกับริมฝีปาก ก็ให้กำหนดว่า “ถูกหนอ ๆ” ขณะที่อ้าปากก็ให้กำหนดว่า “อ้าหนอ ๆ” ขณะที่งับเอาคำข้าวก็ให้กำหนดว่า “งับหนอ ๆ” และเมื่อจะปิดปากก็ให้กำหนดว่า “ปิดหนอ ๆ” ขณะที่วางมือลง (จากการยกคำข้าวใส่ปาก) ก็ให้กำหนดว่า “วางหนอ ๆ” หากมือไปกระทบกับจานข้าวก็ให้กำหนดว่า “ถูกหนอ ๆ” ขณะที่จะเงยศีรษะขึ้นก็ให้กำหนดว่า “เงยหนอ ๆ” ขณะที่กำลังเคี้ยวอยู่ก็ให้กำหนดว่า “เคี้ยวหนอ ๆ” หากได้รส (รู้รส) อะไรก็ให้กำหนดว่า “รู้หนอ ๆ” ขณะที่กลืนก็ให้กำหนดว่า “กลืนหนอ ๆ” ขณะที่อาหารลงไปกระทบกับช่องคอหรือลำไส้ก็ให้กำหนดว่า “ถูกหนอ ๆ” เวลาซดน้ำแกงก็เช่นกัน ก็ให้กำหนดตามแนวที่กล่าวมาแล้วนี้แหละ พยายามอย่าให้ขาดระยะ เพราะถ้าขาดก็เท่ากับมาเริ่มต้นกันใหม่ แต่ถึงกระนั้น ไม่ว่าใครก็ตามเมื่อเริ่มฝึกใหม่ ๆ ส่วนมากก็จะขาดสติกันทั้งนั้นแหละ บางครั้งกว่าจะกำหนด รู้อาการที่เราทำไปแต่ละอย่างได้  ก็ยากอยู่เหมือนกัน อย่าท้อถอยเลย ตรงกันข้าม นักปฏิบัติจะต้องหมั่นยกระดับจิตให้กำลังใจแก่ตัวเองอยู่เสมอว่า “เราจะต้องทำได้ จะต้องกำหนดติดต่อกันให้ได้” ซึ่งจะต้องทำโดยเคารพ ทำโดยความสำนักรับผิดชอบด้วยตัวเอง ซึ่งหากตั้งใจจริงแล้ว ก็จะกำหนดได้อย่างแน่นอน ครั้นกำหนดติดต่อกันได้แล้ว จะทำให้วิปัสสนาญาณแก่กล้า ซึ่งถ้าวิปัสสนาแก่กล้าแล้ว ไม่ว่าจะกำหนดจังหวะมากเท่าใด ก็สามารถทำได้อย่างสบายทีเดียว

 

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view