เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 729,959
Page Views 919,672
สินค้าทั้งหมด 1
 

วิปัสสนาชุนี

วิปัสสนาชุนี

วิธีปฏิบัติเพื่อมรรคผลชั้นสูง

นักปฏิบัติควรพยายามกำหนด เพื่อให้บรรลุถึงผลที่เคยได้แล้วโดยรวดเร็ว และเพื่อให้ตั้งอยู่ได้นานๆ ครั้นเมื่อเข้าสมาบัติได้บ่อย ๆ แล้ว จิตก็จะมีสมาธิสมบูรณ์เข้าถึงมรรคผลขั้นสูงต่อไป ตัวอย่างเช่น ก่อนที่จะเข้าสมาบัติ จะต้องกำหนดเวลาที่จะเข้าให้แน่นอน แล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า “ข้าพเจ้าไม่ต้องการที่จะเข้าผลสมาบัติที่ได้บรรลุไปแล้วภายในเวลาเพียงเท่านี้ ขออย่าให้ข้าพเจ้าเข้าถึงผลที่ได้แล้ว ขอให้เข้าถึงมรรคผลชั้นสูงที่ยังไม่เคยได้ด้วยเถิด” ครั้นอธิษฐานอย่างนี้แล้ว ให้ลงมือกำหนดอาการที่กำลังเกิดขึ้นทั้งทางกายและทางใจตามวิธีที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น ๆ ส่วนผลของการกำหนดเวลาคือ เมื่อหมดเวลาที่กำหนดไว้แล้ว แต่ยังไม่บรรลุมรรคผลชั้นสูง หากต้องการที่จะเข้าผลสมาบัติที่ตนเคยได้แล้ว ก็ย่อมเป็นการง่ายมาก ซึ่งถ้าไม่ทำการกำหนดเวลาเป็นที่แน่นอนอย่างนี้ อาจทำให้กลับเข้าผลสมาบัติที่ตนเคยได้แล้วได้อีกก็เป็นได้ มรรคผลชั้นสูงก็ยังไม่ได้ ส่วนที่ได้แล้วก็กลับเข้าอีกไม่ได้ ก็จะทำให้เกิดความน้อยใจ หรือเกิดความไม่พอใจ ส่วนประโยชน์ของการตัดอาลัย เช่น ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาที่จะเข้าผลสมาบัติที่ตนได้มาแล้ว นั้นหมายความว่า ผลที่เคยได้แล้วจะไม่ปรากฏภายในเวลาที่กำหนดไว้ และถ้าผู้ที่มีสมาธิญาณบริบูรณ์แล้ว ก็จะเข้าถึงมรรคผลชั้นสูงโดยตรงทันที หากไม่ตัดเยื่อใยในผลที่ตนได้แล้วอย่างเด็ดขาด ญาณก็จะวกเข้าหาแต่ผลนั้นนั่นเอง โดยเข้าไม่ถึงมรรคผลชั้นสูงเลย ด้วยเหตุนี้ นอกจากจะกำหนดวันเวลาที่จะเข้าให้แน่นอนแล้ว จะต้องตัดเยื่อใยในผลที่ตนเคยได้มาแต่ก่อนออกให้หมด จึงค่อยเริ่มกำหนดในช่วงเวลาที่กำหนดอยู่นี้ วิปัสสนาญาณทั้งหลายเริ่มตั้งแต่อุทยัพพยญาณเป็นต้น ก็จะปรากฏขึ้นโดยลำดับ ความเกิดขึ้นของญาณเหล่านี้จะไม่เหมือนกับวิปัสสนาตอนที่กำหนดเพื่อให้ได้ผล แต่จะเหมือนกับวิปัสสนาตอนที่ปฏิบัติเพื่อให้ได้มรรคครั้งก่อน อนึ่ง ขณะที่อุทยัพพยญาณยังมีกำลังอ่อนอยู่ นิมิตต่าง ๆ มีแสงสว่างเป็นต้น สามารถเกิดขึ้นมาได้และทุกขเวทนาต่าง ๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้เหมือนกัน ความเกิดดับของรูปนามทั้งหลายจะปรากฏชัดและรุนแรง และถึงแม้ว่าตอนที่กำหนดเพื่อผลนั้น สังขารุเปกขาญาณจะเข้าถึงผลญาณเหล่านี้แล้วก็จริง แต่เนื่องจากตอนนี้สมาธิญาณยังไม่แก่กล้าบริบูรณ์พอ จึงทำให้สมาธิวนเวียนอยู่แต่ในญาณขั้นต่ำ ๆ เป็นเวลานาน แต่ถึงอย่างไรก็จะไม่ค่อยยากลำบากเหมือนตอนเริ่มต้นปฏิบัติใหม่ ๆ เพราะเมื่อลำดับญาณทั้งหลายแก่กล้าเต็มที่แล้ว แม้ภายในวันเดียวก็สามารถเข้าถึงสังขารุเปกขาญาณได้ การกำหนดรู้ก็จะดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก คือรู้ละเอียดกว่าแต่ก่อนมาก ทั้งยังมีความเห็นกว้างไกลกว่าแต่ก่อนมาก ทัสสนะต่าง ๆ มีความแจ่มแจ้งเป็นพิเศษ มีความเป็นระเบียบไม่สับสน ความกลัว การมองเห็นโทษ ความเบื่อหน่ายต่ออารมณ์ทางโลก หรือต่อวัฏฏทุกข์จะปรากฏขึ้นเป็นพิเศษแต่ก่อนนั้นถึงแม้ว่าจะสามารถเข้าถึงผลได้ ๔ – ๕ ครั้งภายในหนึ่งชั่วโมงก็ตาม แต่ตอนนี้เนื่องจากสมาธิยังไม่แก่กล้าพอ จึงเข้าถึงเพียงสังขารุเปกขาญาณเท่านั้น การกำหนดก็จะเริ่มปรากฏชัดเป็นพิเศษ และในที่สุดจะข้ามไปสู่อารมณ์นิพพาน เหมือนกับตอนที่บรรลุเมื่อครั้งก่อน นี้แหละคือความเกิดขึ้นของมรรคผลครั้งที่ ๒ จากนั้น ปัจจเวกขณญาณซึ่งเป็นญาณที่พิจารณามรรค ผล นิพพาน และพิจารณากิเลสทั้งหลาย ก็จะเกิดขึ้นตามสมควรแล้วแต่บุคคล เช่น ญาณของพระโสดาบันไม่เหมือนญาณของพระสกทาคามี ดังนี้เป็นต้น และหลังจากนั้น วิถีจิตที่บริสุทิ์แจ่มใสยิ่งพร้อมกับอุทยัพพยญาณที่กำหนดรู้ความเกิดดับก็จะเกิดขึ้นตามสมควร นี้เป็นวิธีการกำหนดปฏิบัติและวิธีการเห็นด้วยญาณ จนกระทั่งได้บรรลุสกทาคามิมรรคและสกทาคามิผลตามลำดับ

เมื่อนักปฏิบัติปรารถนามรรคผลที่ ๓ คืออนาคามิมรรคและอนาคามิผล ก็ให้กำหนดเวลาไว้ให้แน่นอน และจงตัดเยื่อใยในผลสมาบัติที่ตนบรรลุแล้วโดยเด็ดขาด จงตั้งจิตอธิษฐานว่า “ขอให้ข้าพเจ้าบรรลุมรรคผลชั้นสูงต่อไป” ดังนี้แล้วให้กำหนดอาการทางกายและอาการทางจิตที่กำลังเกิดขึ้นตามวิธีที่ได้กล่าวมาแล้ว สังขารุเปกขาญาณก็จะเกิดขึ้นเอง แต่ถ้าหากญาณขั้นต่ำเช่น อุทยัพพยญาณมีกำลังยังไม่แก่กล้าพอ ผู้นั้นก็จะอยู่แต่ในญาณขั้นต่ำ ๆ เท่านั้น จะไม่สามารถเข้าถึงสังขารุเปกขาญาณได้เลย เมื่อญาณเหล่านั้นแก่กล้าพอแล้ว ญาณของผู้นั้นจึงจะข้ามไปสู่อารมณ์นิพพานเหมือนกับตอนที่บรรลุมรรคผลที่ผ่านมาแล้วมรรคญาณที่ ๓ และผลญาณที่ ๓ ก็จะปรากฏ

หลังจากนั้น ปัจจเวกขณญาณทั้งหลายก็จะปรากฏโดยทำนองเดียวกับมรรคผลที่ผ่านมา นี้เป็นวิธีการกำหนดเพื่อบรรลุอนาคามิมรรคและอนาคามิผลตามลำดับ

เมื่อนักปฏิบัติปรารถนามรรคผลที่ ๔ กล่าวคืออรหัตตมรรคและอรหัตตผลก็ให้กำหนดเวลาไว้ให้แน่นอน และจงตัดเยื่อใยในผลสมาบัติที่ตนได้บรรลุมาแล้วโดยเด็ดขาด ตั้งจิตอธิษฐานให้เรียบร้อย กำหนดอาการทางกายและจิตที่กำลังเกิดขึ้นตามวิธีเดิม ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นทั้งสิ้น ดังที่พระพุทธองค์ตรัสถึงการกำหนดสติว่าเป็น เอกายโน ทางสายเดียว ทางสายเอก (คือนอกจากทางสายนี้แล้ว ไม่มีทางสายอื่น) เมื่อญาณทั้งหลายนับตั้งแต่อุทยัพพยญาณเป็นต้น แก่กล้าเต็มที่แล้ว ในไม่ช้าก็จะเข้าถึงสังขารุเปกขาญาณ แต่ถ้าญาณเหล่านั้นยังไม่แก่กล้า ก็จะไม่สามารถเข้าถึงสังขารุเปกขาญาณได้ จะหยุดอยู่แต่ในญาณเหล่านั้นนั่นเอง เมื่อมีกำลังบริบูรณ์แล้วก็จะข้ามไปสู่อารมณ์นิพพานอันเป็นที่ดับของสังขารทั้งปวง และแล้วมรรคผลที่ ๔ กล่าวคือ อรหัตตมรรค อรหัตตผลก็จะเกิดขึ้นตามลำดับ

ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า “มรรคผลจะเกิดขึ้น” นั้น เป็นคำกล่าวที่มุ่งถึงบุคคลผู้มีบารมีแก่กล้าพอที่จะได้มรรคผลนั้น ๆ โดยเฉพาะ ส่วนบุคคลผู้ยังบารมีไม่พอ จะหยุดอยู่ที่สังขารุเปกขาญาณเท่านั้น โดยเฉพาะบุคคลที่บรรลุมรรคผลที่ ๑ คือ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผลแล้ว ถึงแม้ว่าจะสามารถเข้าถึงมรรคผลที่ ๒ ได้อย่างง่ายดายก็จริง แต่การที่จะเข้าถึงมรรคผลที่ ๓ นั้นมิใช่ของง่าย ในเรื่องนี้เราสามารถค้นหาสาเหตุได้ดังนี้ คือทั้งพระโสดาบันและพระสกทาคามีต่างก็เป็น สีเลสุ ปริปูรการี บุคคลผู้บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ ด้วยเหตุนี้เมื่อได้มรรคผลที่ ๑ แล้วจึงจะสามารถเข้าถึงมรรคผลที่ ๒ ซึ่งมีระดับแห่งศีลสิกขาเท่ากันได้อย่างรวดเร็ว ส่วนพระอนาคามีเป็น สมาธิสฺมึ ปริปูรการี บุคคลผู้บำเพ็ญสมาธิให้บริบูรณ์ ดังนั้น จากมรรคผลที่ ๒ ซึ่งเป็นเพียงขั้นศีล จึงไม่สามารถที่จะเข้าถึงมรรคผลที่ ๓ ได้โดยง่าย แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าจะมีบารมีหรือไม่มี จะเป็นมรรคผลใดก็ตาม ต้องปฏิบัติให้บรรลุจงได้ จึงจะชื่อว่ารู้ด้วยตนเองได้ อนึ่ง บางคนอาจใช้เวลาหลายวันหลายเดือน หรือหลายปีในการประพฤติปฏิบัติจึงบรรลุได้ก็มี ดังนั้น การที่บุคคลปฏิบัติเพียงไม่กี่วันแล้วยังไม่ได้ผลอะไร ๆ นั้น จึงไม่ควรด่วนตัดสินไปว่า “เรายังมีบารมีไม่แก่กล้าพอ” เพราะเป็นการบำเพ็ญบารมีที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์นั่นเอง ดังนั้น ถ้าสามารถตัดปัญหาเรื่องบารมีออกก็จะเป็นการดีที่สุด

นอกจากนี้ นักปฏิบัติทุกคนควรมีความเชื่อมั่นในทางที่ถูก เช่น เชื่อว่า “หากเราไม่ปฏิบัติ บารมีก็ไม่เกิดขึ้น ถึงจะมีบารมีแก่กล้าอย่างไรก็ตาม หากไม่พยายามปฏิบัติ ก็ไม่สามารถบรรลุในชาตินี้ได้ แต่ตรงกันข้าม หากคนที่มีบารมีแก่กล้าอยู่แล้ว เมื่อปฏิบัติก็ยิ่งจะบรรลุมรรคผลได้อย่างง่ายดาย ส่วนผู้ที่มีบารมีปานกลาง หากปฏิบัติก็จะสามารถบรรลุได้ในชาตินี้เช่นเดียวกัน แต่ถ้าไม่สามารถบรรลุในชาตินี้ ก็จะบรรลุในภพถัดไปอย่างแน่นอน เมื่อบรรลุอรหัตตผลแล้วเราก็จะกลับมาพิจารณามรรค ผล นิพพานที่ตนได้บรรลุนั้นอีก และยังรู้ลึกซึ้งต่อไปอีกว่า กิเลสทั้งปวงดับไปหมดสิ้นแล้ว จะไม่กลับเกิดขึ้นมาอีก กิจที่เราพึงกระทำนั้นได้จบลงแล้วอย่างสมบูรณ์”

     นี้เป็นวิธีการกำหนดปฏิบัติและการรู้แจ้งด้วยญาณ จนถึงขั้นบรรลุเป็นพระอรหันต์

 

อุยโยชนคาถา (คาถาปลุกใจ)

                              ภาเวตพฺพา  สตา  เจวํ   สติปฏฺฐานภาวนา

                              วิปสฺสนา  รสสฺสาทํ       ปตฺเถนูเตนีธ สาสเน.

กุลบุตรกุลธิดาผู้เป็นสัตบุรุษซึ่งปรารถนาอย่างแรงกล้าในการบรรลุมรรค ผล นิพพาน ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พึงเจริญสติปัฏฐานภาวนา (ภาวนาที่พึงใช้สติตามกำหนดกาย เวทนา จิต และธรรมเป็นอารมณ์) โดยวิธีที่ได้กล่าวมาแล้วนี้เถิด

 

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view