เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 730,024
Page Views 919,737
สินค้าทั้งหมด 1
 

วิปัสสนาชุนี

วิปัสสนาชุนี

การเข้าผลสมาบัติ

หากต้องการให้ผลจิตที่ได้บรรลุแล้วนั้นเกิดขึ้นอีก (คือต้องการเสวยนิพพานสุขด้วยผลจิตที่ตนได้แล้ว) จะต้องกำหนดอาการปัจจุบันของกายและจิตด้วยความมุ่งหวังที่จะเข้าถึงผลจิตอีก ธรรมดาการเจริญวิปัสสนาครั้งแรกของ ปุถุชน จะเริ่มปรากฏจากนามรูปปริจเฉทญาณ แต่ในกรณีของพระอริยบุคคลจะเริ่มปรากฏจากอุทยัพพยญาณ นี้เป็นหลักตายตัว ดังนั้น เมื่อกำหนดรู้ความเกิดดับแล้ว อุทยัพพยญาณก็จะปรากฏและจะสมบูรณ์ขึ้นตามลำดับของญาณ จากนั้นจึงเข้าถึงสังขารุเปกขาญาณซึ่งเป็นการกำหนดที่ละเอียดอ่อนที่สุด และเมื่อญาณนั้นสมบูรณ์เต็มที่แล้ว จิตก็จะเข้าถึงนิพพาน แล้วผลจิตก็เกิดขึ้นเหมือนแต่ก่อน อนึ่ง ผลจิตนี้เองบางทีก็เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่สำหรับผู้ที่สามารถเข้าสมาบัติได้โดยไม่กำหนดเวลาแน่นอน บางครั้งก็นานถึง ๕ นาที ๑๐ นาที ๑๕ นาที ๓๐ นาที หรือ ๑ ชั่วโมง ในคัมภีร์อรรถกถาท่านอธิบายว่า ผลจิตสามารถเกิดขึ้นตลอดทั้งวันทั้งคืนก็ได้ คือจะเกิดขึ้นเท่ากับที่ได้กำหนดเวลาไว้ว่า จะเข้านานสักเท่าไร สำหรับในปัจจุบัน บางคนที่มีสมาธิญาณแก่กล้าสมบูรณ์ก็สามารถเข้าได้นานเป็นชั่วโมงสองชั่วโมง ซึ่งก็ตรงกับคำอธิบายของพระอรรถกถาจารย์เหมือนกัน ถ้าหากได้กำหนดเวลาไว้ว่า “เมื่อใดที่เราต้องการหยุด ขอให้ผลจิตจงดับไปได้” เช่นนี้เราจะออกจากผลสมาบัติเมื่อใดก็ได้ แต่ถึงกระนั้น หากสมาบัติดำเนินไปนานถึง ๑ – ๒ ชั่วโมงแล้ว จิตที่พิจารณาไตร่ตรองก็จะเกิดขึ้นในระหว่างนี้เป็นช่วง ๆ ไป ครั้นเรากำหนดจิตที่เข้ามาแทรกนี้สัก ๔ – ๕ ครั้ง มันก็จะดับไป แล้วผลจิตก็จะเกิดขึ้นอีก จะเห็นได้ว่าผลจิตจะตั้งอยู่ได้นานจนกว่าจะพึงพอใจ และในขณะที่ผลจิตนี้เกิดอยู่ จิตใจจะตั้งมั่นมุ่งกำหนดแต่นิพพานเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่รับรู้อารมณ์อื่นใดทั้งสิ้น เพราะขึ้นชื่อว่านิพพานย่อมมีสภาพเฉพาะตัวคือหลุดพ้นจากโลกนี้โลกหน้าและรูปนามที่เป็นสังขารธรรมทั้งปวง

ด้วยเหตุนี้ เวลาเข้าผลสมาบัติ เราจะไม่สามารถรับรู้อะไรที่เกี่ยวกับโลกนี้และโลกหน้าได้เลย ถึงแม้ว่าอารมณ์ทั้งหลายมีรูป เสียง กลิ่น รส จะปรากฏ แต่ก็จะกำหนดอารมณ์ใด ๆ ไม่ได้เลย ทำให้อิริยาบถมีความมั่นคง ซึ่งตรงกับพระพุทธพจน์ที่ว่า อปฺปนาชวนํ อิริยาปถมฺปิ สนฺนาเมติ อัปปนาชวนจิต ย่อมยังอิริยาบถให้ตั้งอยู่ได้ ถ้าหากเข้าสมาบัติในท่านั่งอยู่ กิริยาอาการนั่งก็ตั้งมั่นอยู่เหมือนเดิม ไม่มีแม้แต่จะโอนหรือโยกไปโยกมา แต่พอวิถีแห่งผลจิตดับไปแล้ว อาการต่าง ๆ เช่น การไตร่ตรอง พิจารณาซึ่งสภาวะที่เข้าถึงและความสงบก็ดี ตลอดถึงการกำหนดเห็นอารมณ์ต่าง ๆ ที่มีรูปร่างเป็นตัวเป็นตน หรือความคิดต่าง ๆ ก็ดี อย่างใดอย่างหนึ่งจะปรากฏขึ้นก่อน หลังจากนั้น การกำหนดอย่างต่อเนื่องก็ดี ความแจ่มใสเบิกบานก็ดี การพิจารณาเป็นต้นก็ดี ก็จะเกิดขึ้นตามความเหมาะสม แม้จะกำหนดได้ตลอดในตอนแรก ๆ ผลจิตจะเกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ ไม่ต่อเนื่องกัน โดยมีการกำหนดความเกิดดับที่ปรากฏชัดเป็นอารมณ์ ถ้าวิปัสสนาสมบูรณ์ดีแล้ว ถึงแม้จะเพิ่งออกจาผลสมาบัติ แต่การกำหนดก็จะเป็นไปอย่างละเอียดอ่อน โดยเฉพาะการสมาทานเพื่อที่จะให้ถึงผลโดยเร็ว หรือเพื่อให้ตั้งอยู่ในผลนาน ๆ นั้น ควรจะทำในตอนแรก ๆ เท่านั้น อย่าได้กระวนกระวายใจอันเนื่องมาจากการสมาทานนั้น เพราะว่าถ้าหากวิปัสสนาญาณยังไม่บริบูรณ์เพียงพอ หรือเป็นช่วงที่สมาธิกำลังแก่กล้าขึ้นเรื่อย ๆ อาการขนลุกขนพอง อาการหาว อาการสั่น อาการถอนใจอาจเกิดขึ้นได้ และอาจทำให้อารมณ์ที่กำหนดอยู่ตกไปได้ หรือบางทีในขณะที่กำลังกำหนดอารมณ์ได้จังหวะดีเป็นพิเศษอยู่นั้น ก็เกิดความคิดว่า “คงจะถึงแล้วกระมังนี่” จึงทำให้อารมณ์ตกไปก็มี ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรระวัง หากเผลอคิด(พิจารณา)ไป ก็ให้รีบกำหนดความคิดพิจารณานั้นทันที บางคนเมื่ออารมณ์ตกแล้วจึงบรรลุผลจิตก็มี พึงทราบว่า ถ้าสมาธิ – ญาณมีกำลังไม่ดีพอก็จะไม่สามารถถึงผลโดยรวดเร็วได้ หรือถึงแม้จะได้ แต่ก็ไม่สามารถตั้งมั่นอยู่ได้นาน

 

วิธีกำหนดลำดับญาณให้ปรากฏชัด

นักปฏิบัติบางคนอาจไม่กระจ่างเกี่ยวกับ ภยญาณ อาทีนวญาณ นิพพิทาญาณ หรือ มุญจิตุกัมยตาญาณ ดังนั้น ถ้าต้องการรู้ญาณเหล่านั้นโดยแจ่มแจ้ง จะต้องตั้งเวลากำหนดในแต่ละญาณ เช่นตั้งใจว่า “ภายในครึ่งชั่วโมงนี้หรือภายในหนึ่งชั่วโมงนี้ เราจะกำหนดความเกิด – ดับ (อุทยัพพยญาณ) เท่านั้น คือจะให้แต่อุทยัพพยญาณเท่านั้นเกิดในชั่วโมงนี้” เมื่อนักปฏิบัติตั้งเวลากำหนดอย่างนี้แล้ว ญาณอื่น ๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น คงอยู่แต่ในอุทยัพพยญาณนี้เท่านั้น เมื่อครบตามเวลาที่กำหนดไว้แล้ว ก็จะเห็นแต่เพียงความดับ คือเห็นแต่เพียงภังคญาณเท่านั้น โดยปรกติแล้วภังคญาณนี้จะปรากฏโดยอัตโนมัติของมันเอง แต่ถึงแม้ว่าภังคญาณที่ว่านี้จะไม่ปรากฏโดยอัตโนมัติ แต่หากนักปฏิบัติกำหนดเวลาในการปฏิบัติว่า “เราจะกำหนดแต่ความดับเท่านั้น จะทำให้ภังคญาณเท่านั้น เกิดขึ้น” ก็จะเกิดแต่ภังคญาณเท่านั้น ต่อเมื่อครบกำหนดเวลาแล้วเท่านั้น ลำดับญาณชั้นสูงจึงจะปรากฏโดยอัตโนมัติเป็นขั้นตอนต่อไป

แม้ในภาวนาญาณต่อ ๆ ไปก็เป็นเหมือนกับญาณนี้เช่นกัน ถ้าเกิดว่าญาณไม่ได้ปรากฏโดยอัตโนมัติของมัน พอญาณนั้นเกิดความแก่กล้า เพียงแต่ให้น้อมจิตไปว่า “ขอให้เห็นภยญาณ (สภาพที่รู้ว่าเป็นของน่ากลัว) เถิด” ภยญาณก็จะเกิดขึ้น และเมื่อภยญาณนั้นมีกำลังแก่กล้าขึ้น ก็ให้น้อมจิตไปว่า “ขอให้เราเห็นโทษ ขอให้อาทีนวญาณเกิดด้วยเถิด” ทุก ๆ ระยะแห่งการกำหนดจะมองเห็นแต่โทษ นั่นย่อมแสดงว่าอาทีนวญาณกำลังจะเกิดขึ้น และเมื่ออาทีนวญาณมีกำลังแก่กล้าขึ้นอีก ก็ให้น้อมจิตไปว่า “ขอให้เราเห็นความเบื่อหน่าย ขอให้นิพพิทาญาณเกิดแก่เรา” ต่อจากนั้น ในทุก ๆ ระยะของการกำหนด นิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่ายก็จะเกิดขึ้น และเมื่อนิพพิทาญาณมีความแก่กล้าแล้ว ก็ให้น้อมใจไปว่า “ขอให้มุญจิตุกัมยตาญาณ (ญาณที่ปรารถนาความหลุดพ้นจากสังขารจงเกิดแก่เรา” ต่อจากนั้น มุญจิตุกัมยตาญาณ คือญาณที่เบื่อหน่ายอยากพ้นจากกองสังขารทั้งหลาย ก็จะเกิดขึ้นในทุก ๆ ระยะของการกำหนด เมื่อญาณนี้มีกำลังแก่กล้าพอ ก็ให้เราน้อมใจไปที่ญาณชั้นสูงอีก ปฏิสังขาญาณก็จะเกิดขึ้นพร้อมกับการปรากฏของเวทนาอันแรงกล้า การอยากเปลี่ยนอิริยาบถและการไม่ได้ดั่งใจ เมื่อญาณนี้มีกำลังแก่กล้าแล้ว ให้เราน้อมจิตไปหาสังขารุเปกขาญาณ ซึ่งเป็นญาณที่ประณีตที่สุด เพื่อให้ญาณนี้เกิดขึ้น พอถึงเวลา ญาณนี้ก็จะเกิดขึ้นอย่างละเอียดตามธรรมชาติ หากนักปฏิบัติตั้งเวลากำหนดในแต่ละญาณแล้ว ญาณที่เราปรารถนาจะให้เกิดเท่านั้นจึงจะเกิด เมื่อเราปรารถนาก้าวไปสู่ญาณชั้นสูง ญาณที่เห็นอยู่มีความแก่กล้าทันกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ จิตจึงจะข้ามไปสู่ญาณชั้นสูงได้ ประดุจจิ้งจกไต่ข้ามไปจากบ้านหนึ่งสู่อีกบ้านหนึ่งฉะนั้น หากกำหนดเที่ยวเดียวแต่ยังไม่กระจ่างดี ก็ให้ทดลองกำหนดหลาย ๆ เที่ยว ถ้าหากว่าเราไม่ตั้งเวลาไว้ สำหรับคนที่มีสมาธิญาณแก่กล้าอยู่แล้ว พอกำหนดได้สักระยะก็จะเข้าไปถึงสังขารุเปกขาญาณ หรือแม้แต่ผลก็ยังเข้าถึงอยู่บ่อย ๆ ซึ่งถ้าหากเป็นคนที่มีความสามารถอย่างแท้จริงแล้ว แม้ในขณะที่เดินอยู่หรือในขณะที่กินอยู่ ก็สามารถเข้าถึงผลได้โดยไม่ยาก

 

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view