เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 730,000
Page Views 919,713
สินค้าทั้งหมด 1
 

วิปัสสนาชุนี

วิปัสสนาชุนี

สมาธิญาณขึ้น ๆ ลง ๆ

เมื่อเริ่มต้นกำหนดจากขั้นพื้นฐานไปตามลำดับได้อย่างสม่ำเสมอแล้ว สมาธิก็จะแก่กล้า การกำหนดจะดิ่งลงสู่ความสงบโดยอัตโนมัติ สติจะกำหนดรู้สังขารทั้งหลายที่แตกดับไปอย่างรวดเร็ว โดยจะรู้แจ้งเหมือนกับการเฝ้ารอดูสังขารเหล่านั้นด้วยอาการอันสงบทีเดียว ในโอกาสเช่นนี้ จิตจะไม่คำนึงถึงอารมณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าอารมณ์นั้นจะน่ารังเกียจปานใด จิตใจก็จะไม่รู้สึกรังเกียจ เมื่อจิตใจอยู่ในสภาพที่คงที่ คือเมื่อเห็นก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน ได้กลิ่นก็สักแต่ว่าได้กลิ่น ถูกต้อง ก็สักแต่ว่าถูกต้อง ทุก ๆ ครั้งที่กำหนด ฉฬังคุเปกขา (อุเบกขามีองค์ ๖) จะปรากฏตลอดเวลา ส่วนความไตร่ตรองต่าง ๆ จะไม่เกิดขึ้นเลย เช่น อย่างต่ำสุด แม้แต่ความนึกคิดว่า “โอ ที่เรากำลังนั่งกำหนดอยู่นี่นานเท่าไรแล้วก็ไม่รู้ เวลากี่โมงกี่ยามแล้วก็ไม่รู้” ดังนี้เป็นต้น ก็จะไม่เกิดขึ้นเลย ไม่จำต้องกล่าวถึงความนึกคิดไตร่ตรองที่ลึกซึ้งกว่านี้ แต่ถ้าวิปัสสนาญาณยังไม่แก่กล้าพอที่จะก้าวขึ้นสู่อริยมรรคได้ ความนึกคิดไตร่ตรองก็อาจเกิดขึ้นได้ภายหลังที่นั่งกำหนดไปแล้ว ๒ – ๓ ชั่วโมง ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจะทำให้รู้สึกว่า การกำหนดนั้นห่างไป ไม่ปะติดปะต่อกัน มีสภาพหย่อนยานอย่างเห็นได้ชัด

อนึ่ง หากการกำหนดกำลังก้าวหน้าเป็นพิเศษ เราก็จะเกิดความหวังว่า “เราจะต้องได้ญาณชั้นสูงกว่านี้” และเมื่อมีความหวังก็ย่อมดีใจเป็นธรรมดา ก็ความดีใจนี้แหละที่ทำให้สมาธิของเราตกต่ำลงไป แต่อย่าท้อใจ ให้เรารีบกำหนดความนึกคิดให้ได้ อย่าปล่อยให้เผลอสติ เมื่อเราเอาใจใส่ในการกำหนด สมาธิก็จะกลับดีขึ้นเหมือนเดิม ถ้าหากวิปัสสนาญาณยังไม่แก่กล้าเต็มที่ สมาธิก็อาจจะตกต่ำอีก ในกรณีของบางคน สมาธิญาณอาจขึ้น ๆ ลง ๆ เป็นเวลานาน ซึ่งส่วนมากจะเป็นกับคนที่เคยได้ฟังลำดับญาณมาก่อนแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าตั้งใจจะปฏิบัติกับพระอาจารย์แล้ว ก็ไม่ควรที่จะไปฟังลำดับญาณ ก่อนที่จะลงมือปฏิบัติ แต่ถ้าสมาธิหรือการกำหนดขึ้น ๆ ลง ๆ ก็อย่าท้อใจ เพราะถึงขั้นนี้แล้วแสดงว่าเรากำลังอยู่ใกล้กับมรรค ผล นิพพาน เพียงแต่ปรับศรัทธาให้เสมอกับปัญญา ปรับสมาธิให้เสมอกับวิริยะ และปรับสติให้แข็งแรงมั่นคงกว่าเดิม ก็จะสามารถเข้าถึงมรรค ผล นิพพานได้

 

จิตเข้าถึงนิพพาน

วิปัสสนาญาณที่ขึ้น ๆ ลง ๆ อย่างนี้เปรียบเหมือนกับนกพิราบสื่อสารที่ถูกปล่อยจากเรือเดินสมุทร เพื่อให้ให้ค้นหาฝั่ง คือในสมัยโบราณเมื่อนักเดินเรือทั้งหลายหาฝั่งไม่เจอ ก็จะใช้นกเป็นสื่อที่เอามาด้วยนี้แหละให้บินไปหาฝั่ง นกนั้นก็จะบินรอบ ๆ เพื่อหาฝั่ง หากยังไม่พบฝั่งก็จะบินกลับมาจับที่เรือ อยู่อย่างนี้เรื่อย ๆ จนกว่าจะพบฝั่ง การที่อารมณ์ตกต่ำลงมาก็เนื่องจากกำลังญาณยังไม่แก่กล้าพอที่จะบรรลุมรรคญาณผลญาณได้นั้น เปรียบเหมือนการบินกลับคืนมาหาเรือของนกสื่อสาร แต่เมื่อใดที่นกเห็นฝั่งแล้ว นกตัวนั้นก็จะไม่กลับคืนมาหาเรืออีก แต่จะตรงไปสู่ฝั่งนั้นทันที ฉันใดก็ฉันนั้น การกำหนดอารมณ์ของวิปัสสนาญาณนี้ก็จะขึ้น ๆ ลง ๆ ตราบใดที่ญาณยังไม่แก่กล้า แต่เมื่ออินทรีย์ทั้ง ๕ หรือญาณแก่กล้าแล้ว วิปัสสนาก็จะดีขึ้นตามลำดับ โดยจะกำหนดอารมณ์ ๒ – ๓ ครั้งแล้วเลยไปกำหนดสังขาร ๖ อย่าง คือการถูกต้อง การรู้ การได้ยิน การเห็น การกิน การได้กลิ่น (ซึ่งเรียงตามลำดับของการกำหนดง่าย – ยาก) สังขารใดสังขารหนึ่งที่กำลังเกิดดับอยู่ก็ได้ และในขณะเดียวกันก็จะรู้แจ้งแทงตลอดพระนิพพานที่สงบปราศจากสังขารทั้งปวง กล่าวคือจิตและอารมณ์ (นิพพานก็คือที่ ๆ ไม่มีอารมณ์จะกำหนด) และนั่นก็หมายความว่าได้บรรลุมรรคผลแล้วนั่นเอง

ในขณะที่ใกล้จะเข้าถึงพระนิพพาน การกำหนดทุกอย่างจะปรากฏชัดกว่าแต่ก่อนมาก ท้ายสุดเมื่อจิตสลัดอารมณ์ทั้งปวงออกได้ จิตก็จะเข้าสู่พระนิพพานอันเป็นแดนสงบจากสังขารทันที อาการข้ามอารมณ์ทั้งปวง และเข้าสู่พระนิพพานนี้จะปรากฏในญาณของโยคีอย่างชัดแจ้ง เพราะเหตุนั้น ผู้ที่เข้าถึงนิพพานแล้วจึงพูดเป็นนัยเดียวกันว่า อารมณ์และจิตที่กำหนดทั้งหมดจะหยุดหายไปฉับพลันพร้อมกันก็มี ขาดหายไปเหมือนกับการเอามีดไปตัดเถาวัลย์ขาดก็มี ตกหายไปเหมือนกับพัสดุที่หนักหน่วง โดนผลักให้ตกลงจากที่สูงก็มี ตกหายไปเหมือนกับของที่หล่นจากมือก็มี อารมณ์และการกำหนด (จิตกำหนด) นี้จะดับไปรวดเร็วมาก ประดุจประกายไฟที่แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ แล้วดับไปก็มี รวดเร็วเหมือนกับการหลุดออกมาจากที่มืดแล้วเข้าถึงที่ ๆ มีแสงสว่างโดยกะทันหัน

หรือรวดเร็วเหมือนหลุดพ้นจากที่รกทึบแล้วไปโผล่ที่โล่งโดยกะทันหัน บางทีทั้งอารมณ์และจิตที่กำหนดได้จมหายไปเหมือนกับจมในน้ำก็มี บางทีก็หยุดชะงักเหมือนกับคนที่กำลังวิ่งมาแล้วโดนฉุดไว้กะทันหันดังนี้ เป็นต้น

ช่วงเวลาที่กำหนดเห็นสภาพการดับของสังขารนั้นสั้นมาก คือเกิดเพียงชั่วขณะ คล้ายกับกำหนดเพียงหนึ่งขณะจิตนั้นแหละ และต่อจากนั้นเราก็จะกลับมาไตร่ตรองสิ่งนั้นอีก คือจะไตร่ตรองว่า ความสงบอันเนื่องด้วยอารมณ์และจิตที่ดับไปนั้น เป็นคุณธรรมวิเศษหรือเป็นมรรค ผล นิพพานแน่แท้ทีเดียว ในกรณีของบางคนที่คงแก่เรียน ก็จะไตร่ตรองในลักษณะที่ว่า “สภาพความสงบของสังขารนั่นแหละคือนิพพาน ความรู้แจ้งหรือความเข้าถึงนิพพานอันสงบนั้นเป็นมรรคผล โอ! บัดนี้เราบรรลุนิพพานแล้ว เราได้โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผลแล้ว”

การไตร่ตรองพิจารณาโดยทำนองนี้จะเกิดขึ้นอย่างบริบูรณ์ได้กับบุคคลผู้เคยสดับตรับฟังเรื่องการบรรลุถึงความสงบ(ดับ)แห่งสังขารมาแล้ว นอกจากนี้บางคนอาจพิจารณาเห็นกิเลสทั้งหลายที่ตนละได้แล้ว และกิเลสทั้งหลายที่ตนยังไม่ได้ละ และเมื่อไตร่ตรองแล้วก็ย้อนกำหนดอาการของกายและจิต ทันทีที่กำหนดความเกิดดับของนามรูปก็จะเกิดขึ้นอย่างหยาบ ๆ เบื้องต้นก่อนแล้ว ความเกิดดับจึงจะปรากฏชัดแจ้ง ดังนั้น จึงอาจทำให้คิดว่า “ช่วงของการกำหนดนั้นห่างกันไปหน่อย หรืออารมณ์กำลังตกอยู่ แต่ที่จริงแล้ว เนื่องจากเรากำลังเข้าถึงอุทยัพพยญาณ ญาณที่เห็นความเกิดดับของรูป – นามจึงทำให้อารมณ์ตก เพราะอุทยัพพยญาณนี้แหละ ทำให้เรามองเห็นแสงสว่าง หรือไม่ก็อารมณ์ที่มีรูปมีร่าง บางคนพอกลับไปเริ่มต้นกำหนดใหม่ อารมณ์ก็ไม่ดีเหมือนเก่า คือจิตกำหนดอารมณ์ไม่ทันบ้าง เร็วเกินไปบ้าง ช้าเกินไปบ้าง บางคนก็อาจเห็นทุกขเวทนาเล็ก ๆ น้อย ๆ ชั่วขณะหนึ่ง แต่โดยส่วนมากแล้วจิตจะเกิดอาการแจ่มใสเป็นพิเศษ และเกิดติดต่อกันเรื่อย ๆ และในช่วงนี้เอง สภาพจิตจะมีความสุขมาก บริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนกับคนอยู่คนเดียวในที่กลางแจ้ง แต่เราจะไม่สามารถกำหนดดูจิตเหล่านี้ได้ แม้จะพยายามกำหนดก็ได้ไม่เต็มที่ และก็ไม่อยากที่จะเปลี่ยนจากจิตนี้ไปด้วย ไม่อยากคิดนึกไปในอารมณ์อื่น แต่เมื่อจิตอันแจ่มใสนี้หมดกำลังไปแล้ว พอเราหันกลับมากำหนดใหม่ ก็จะกำหนดรู้ความเกิดดับได้อย่างชัดเจน ยิ่งกำหนดนานเข้าก็จะกลับเห็นอารมณ์(การกำหนด)ที่ประณีต ละเอียดอ่อนเหมือนแต่ก่อนอีก ในภาวะเช่นนี้ ถ้าหากกำลังของญาณแก่กล้าพอก็จะเข้าถึงสภาพที่ดับไปของสังขารได้บ่อย ๆ เช่นกัน สำหรับคนสมัยใหม่นี้ โดยส่วนมากมีแต่ความมุ่งหวังปฐมมรรคเป็นสำคัญ จึงได้แต่ปฐมมรรคที่ตนถึงแล้วนั่นแหละซ้ำ ๆ ซาก ๆ ที่แสดงมานี้คือวิธีการปฏิบัติและวิธีเห็นแจ้งธรรมวิเศษด้วยญาณจนถึงบรรลุโสดาปัตติผล

เมื่อนักปฏิบัติบรรลุมรรคผลแล้ว สภาพจิตจะแตกต่างจากสภาพก่อนเป็นอย่างมาก ราวกับได้เปลี่ยนไปอยู่ในภพใหม่ ศรัทธาความเชื่อความเลื่อมใสจะไม่เกิดอาการหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย ด้วยอำนาจแห่งศรัทธานั้น ปีติและปัสสัทธิทั้งหลายก็แก่กล้าตามไปด้วย และความสุขก็เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เมื่อศรัทธา ปีติ ปัสสัททธิและสุขเกิดความแก่กล้าเต็มที่ จึงทำให้กำหนดรู้มรรคผลได้อย่างชัดเจน อนึ่ง ในเวลาที่บรรลุมรรคผลแรก ๆ นั้น ถึงแม้ว่าจะพยายามกำหนดอย่างไรก็ตาม ศรัทธาเป็นต้น เหล่านี้ก็จะอ่อนกำลังลง พอศรัทธาเป็นต้นอ่อนกำลังลง การกำหนดรู้อารมณ์ก็จะดีขึ้นเอง คือจะปรากฏชัดเอง บางคนเมื่อบรรลุมรรคผลครั้งแรก ๆ จะรู้สึกเหมือนกับหมดภาระแล้ว จึงทำให้ไม่อยากกำหนด บางคนก็รู้สึกเหมือนกับเกิดแรงจูงใจขึ้นก็มี ก็ที่เกิดความรู้สึกเช่นนี้ เป็นเพราะแต่เดิมนั้น บุคคลผู้นั้นได้มุ่งหวังมรรคผลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จึงเกิดความสันโดษเพียงเท่านี้

 

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view