เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 729,966
Page Views 919,679
สินค้าทั้งหมด 1
 

วิปัสสนาชุนี

วิปัสสนาชุนี

ในภาวะเช่นนี้ ขอให้นักปฏิบัติจงตั้งใจกำหนดอาการของจิตที่เกิดขึ้นอยู่นี้ อย่าให้เผลอสติได้ หากเรามัวแต่ไปเอาใจใส่หรือมัวแต่คิดว่า “ทำอย่างไรเราจึงจะพ้นจากรูปนามสังขารเหล่านี้ได้ ด้วยว่า เรากำลังเปิดดูสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่เลวร้ายต่าง ๆ อยู่ มองเห็นแต่สิ่งที่ไม่ดีไม่งามอยู่เรื่อยไป ทำอย่างไรหนอเราจึงจะไม่ต้องเอาใจใส่ และไม่ต้องกำหนดสิ่งเหล่านี้ได้” หากเกิดความคิดเช่นนี้ขึ้นมา ก็ให้ตามกำหนดความคิดนั้นด้วย

บางคนอาจหยุดพักกำหนดไปเลย แต่ถึงจะหยุดพักอย่างไร รูปนามทั้งหลาย เช่น การเห็น การได้ยิน การรู้ การพอง การยุบ การนั่ง ความคิด เป็นต้น ก็ยังเกิดอยู่เรื่อยไป (ไม่ใช่หยุดกำหนดแล้วจะทำให้รูป – นามหยุดเกิด) และจะห้ามไม่ให้รูปนามปรากฏก็ไม่ได้ เพราะเป็นการปรากฏด้วยอานุภาพของวิปัสสนาที่ได้เจริญมา และการรับรู้รูปนามที่ปรากฏก็เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ด้วยเหตุนี้ เมื่อไตร่ตรองแล้วก็จะทำให้เกิดความพอใจว่า “ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้กำหนด แต่รูปนามทั้งหลายก็ยังปรากฏขึ้นให้เห็น จิตย่อมสามารถรับรู้รูปนามเหล่านั้นได้เสมอ ดังนั้น หากไม่ตามกำหนดแล้ว ก็เป็นการยากที่จะหลุดพ้นจากรูปนามเหล่านี้ แต่เมื่อเรามองเห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาแล้วนั่นแหละ จึงจะสามารถเพิกเฉยต่อรูปนามและสามารถเห็นนิพพานอันเป็นที่สงบ ปราศจากรูปนามเหล่านั้นได้ พอถึงเวลานั้น รูปนามก็จะสงบดับไปเอง ครั้นกลับมากำหนดใหม่จนกระทั่งญาณแก่กล้าขึ้นมาอีก บางคนอาจยังเห็นเวทนาต่าง ๆ ที่รุนแรงจนแทบทนไม่ได้ก็มี อย่าได้ท้อใจ เพราะนี่คือสภาวธรรมที่เป็นลักษณะแห่งทุกข์ ปรากฏออกมาประดุจกองทุกข์ หรือเหล่าโรคต่าง ๆ ซึ่งตรงกับพระบาลีที่ว่า ทุกฺขโต เป็นทุกข์ โรคโต เป็นโรค คณฺฑโต เป็นฝี สลฺลโต เป็นเครื่องเสียดแทง อฆโต เป็นทุกข์ใจ อาพาธโต เป็นอาพาธ ให้พยายามกำหนดจนกว่าเวทนาเหล่านี้จะหายไป แม้ว่าเวทนาเหล่านี้จะไม่ปรากฏ แต่สภาวธรรมซึ่งเป็นอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งในอารมณ์ ๔๐ ก็จะปรากฏโดยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาตามสมควร

อนึ่ง ทุก ๆ ครั้งที่เรากำหนด หากสภาวธรรมเช่นนี้ปรากฏอยู่ ก็จะทำให้โยคีเกิดความคิดว่า ตนเองยังมีสมาธิไม่ค่อยดีเอาเสียเลย ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ ขอให้คิดไปว่า อารมณ์และจิตที่กำหนดอยู่นั้นยังไม่สอดคล้องกัน และเนื่องจากตนเองกำลังอยู่ในช่วงที่อยากรู้อยากเห็นสภาพที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และที่ไม่ใช่ตัวเขาตัวเราอยู่ จึงทำให้ไม่พอใจในการปฏิบัติได้ ซึ่งอาจทำให้เราเปลี่ยนอิริยาบถอย่างอื่นก็ได้ เช่น อาจเปลี่ยนจากที่นั่งกำหนดไปเป็นเดินกำหนดก็ได้ ยิ่งถ้าคิดว่าการนั่งกำหนดทำให้สมาธิไม่ดี ก็อาจเปลี่ยนไปเป็นอิริยาบถอื่น หรืออาจเปลี่ยนที่นั่งอื่นอีกก็ได้ แต่ถึงจะเปลี่ยนไปแบบไหนหรือนั่งที่ไหน ก็มิอาจยืนหยัดอยู่ได้นาน มีแต่จะเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก จนกว่าจะพอใจ ซึ่งหากเกิดอาการไม่ดีเช่นนี้ ก็อย่าได้ท้อแท้ใจไปเลย นั่นเป็นเพราะการได้รู้ได้เห็นตามสภาพที่เป็นจริงของรูปนามสังขารทั้งหลาย ไม่มีอะไรที่น่าจะเพลิดเพลินเลยแม้แต่น้อย หรือเป็นเพราะยังไม่สามารถกำหนดโดยอาการปล่อยวางประดุจสังขารุเปกขาญาณ จึงทำให้เราไม่มีเรี่ยวแรงที่จะกำหนด ถึงแม้จะกำหนดได้สมาธิดี แต่ก็ไม่สมดังมโนรถของตน จงระวังในขณะปฏิบัติ อย่าให้เกิดการเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยนัก ให้พยายามกำหนดอยู่ในอิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่งนาน ๆ หากทำได้เช่นนี้ สมาธิก็จะดีขึ้นมาเอง ยิ่งถ้าตามกำหนดอยู่โดยไม่ลดละแล้ว สภาพจิตจะค่อย ๆ แจ่มใสขึ้นทีละน้อย ๆ จนกระทั่งทำให้เราไม่อยากเปลี่ยนอิริยาบถนั้นด้วยซ้ำไป

เมื่อวิปัสสนาญาณแก่กล้า จิตของโยคีย่อมโปร่งใส สะอาดหมดจดจนสามารถวางเฉยต่อสังขารได้ ถึงจะไม่ต้องเอาใจใส่กับรูปนามที่ละเอียดอ่อนและโปร่งใสเหล่านั้น รวมทั้งกิริยาอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม แต่ญาณก็จะรู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ โดยที่ไม่ต้องออกแรงนั่งกำหนดพิจารณาเลย ถ้าเรากำหนดอาการถูกต้องเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั่วร่างกายอยู่ เราก็จะรู้ได้ทีละอย่างว่า “รูปที่ถูกต้องเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้น กำลังแตกดับอยู่ทุกขณะ” บางทีอาการที่กำหนดรู้นั้นละเอียดอ่อนมากคล้ายกับว่ากำลังกระทบกับนุ่นหรือสำลีอยู่ฉะนั้น แต่บางทีการกำหนดรู้เป็นไปอย่างรวดเร็วจนทำให้อาการถูกต้องในกายปรากฏหมุนเวียนกลับไปกลับมา บางทีทั้งกายและใจเป็นเหมือนกับจะลอยขึ้นเบื้องบน บางทีอารมณ์จะไม่ค่อยปรากฏจนทำให้การกำหนดเป็นไปโดยสงบเยือกเย็น และบางครั้งก็กำหนดเห็นแต่จิตที่เกิดดับอยู่เหมือนกับอาการพอง – ยุบ อาการนั่ง – ได้ยินเป็นต้น หายไปหมด บางครั้งก็เกิดปีติเหมือนกับถูกพรมด้วยน้ำไปทั่วตัว บางทีก็เกิดปัสสัทธิ ความสงบทั่วทั้งกายและใจ บางทีก็เห็นโอภาส แสงสว่าง สว่างไสวไปทั่ว แต่ถึงจะเห็นพิเศษอย่างไร จิตก็จะไม่มีการดีใจมากเหมือนแต่ก่อน จะเกิดก็เป็นแต่เพียงความยินดีโดยธรรมดาสามัญทั่ว ๆ ไปเท่านั้น ซึ่งหากเกิดความยินดีเช่นนี้ ก็ให้ตามกำหนดความยินดีนี้ด้วย และให้ตามกำหนดปีติ ปัสสัทธิ และโอภาสเหล่านั้นด้วย หากกำหนดแล้วยังไม่หายไป ก็ให้ทำใจเพิกเฉยต่ออารมณ์เหล่านั้นเสีย แล้วกลับมากำหนดอารมณ์อื่น ๆ ที่กำลังปรากฏอยู่ หรืออาการพอง – ยุบซึ่งเป็นอารมณ์หลักต่อไป

ในความเกิดขึ้นแห่งญาณนี้ ญาณจะกำหนดรู้อารมณ์ที่เกิดกับจิตว่า ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของ ๆ เรา และก็ไม่ใช่บุคคลอื่น ไม่ใช่ของ ๆ บุคคลอื่น เป็นเพียงสภาวะของสังขารเท่านั้น และก็เป็นเพียงสภาวะแห่งสังขารทั้งหลายเท่านั้นที่กำลังกำหนดรู้สังขารด้วยกัน เมื่อรู้กระจ่างอย่างนี้แล้ว ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ยิ่งกำหนดก็ยิ่งดี แม้จะกำหนดนานสักปานใดก็ยังไม่อิ่มใจ และไม่เกิดเวทนาความเจ็บปวด ไม่เกิดอาการเมื่อยล้า ไม่เกิดอาการคัน ปวดแสบปวดร้อนใด ๆ ทั้งสิ้น อิริยาบถทั้งหลายดูเหมือนว่า จะกระฉับกระเฉงมั่นคงเป็นพิเศษ และสามารถกำหนดอิริยาบถหนึ่ง ๆ ได้นานถึง ๒ – ๓ ชั่วโมง โดยไม่รู้สึกปวดเมื่อยแต่อย่างใด บางทีคิดว่าจะกำหนดเพียงชั่วครู่ แต่เอาเข้าจริง ๆ กำหนดไปจน ๒ – ๓ ชั่วโมงก็ไม่รู้สึกว่าจะเหน็ดเหนื่อย ส่วนอิริยาบถก็ยังอยู่ตามปรกติไม่โยกไม่ย้าย ไม่โอนไปโอนมาแต่อย่างใด

ในบางครั้ง การกำหนดเป็นไปได้ดีอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งอาจทำให้เกิดความกังวลใจได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ต้องรีบกำหนดว่า “กังวลใจหนอ ๆ “ และบางทีอาจเกิดการไตร่ตรองไปว่า “วิปัสสนากำลังเจริญขึ้นเรื่อย ๆ” ถ้าเป็นเช่นนี้ต้องรีบกำหนดว่า “ใคร่ครวญหนอ ๆ” และบางทีอาจตั้งความหวังว่า “วิปัสสนากำลังจะดีขึ้นเรื่อย ๆ” ถ้าเป็นเช่นนี้ต้องรีบกำหนดทันทีว่า “หวังหนอ ๆ” และเมื่อกำหนดอาการทางจิตสงบดีแล้วก็กลับมากำหนดอารมณ์ที่เป็นหลักตามปรกติ และอย่าไปเพ่งมากจนเกินไป บางคนเมื่อไม่สามารถกำหนดอาการเสียใจ อาการดีใจ หรืออาการเพลิดเพลินใจได้ การกำหนดของผู้นั้นก็ค่อย ๆ เสื่อมลงไปก็มี บางคนก็เพิ่มความพยายามขึ้นอีกเพราะคิดว่า “ยังไม่ได้ที่” การเพิ่มความพยายามอย่างนี้แหละที่ทำให้การกำหนดเสื่อมลงไป เพราะเหตุว่า จิตที่ฟุ้งซ่าน เสียใจ ดีใจ หรือกังวลใจทั้งหลายเหล่านี้ เป็นจิตที่เหินห่างจากวิปัสสนา เพราะฉะนั้น จงจำไว้ว่า เมื่อมีสมาธิดีพอใช้ได้แล้ว จงอย่าพยายามเร่งจนเกินไป หรืออย่าลดความพยายาม แต่จงกำหนดไปตามปรกติอย่างนั้นแหละ เพราะหากเรากำหนดไปสม่ำเสมออย่างนี้แล้ว จะทำให้สมาธิเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นจนได้บรรลุพระนิพพานอันเป็นที่ดับของสังขารทั้งปวงได้โดยไม่ยืดเยื้อแต่อย่างใด แต่สำหรับบางคน พอปฏิบัติถึงระดับญาณนี้แล้ว จะทำให้สมาธิเจริญยิ่ง ๆ ขึ้น จนได้บรรลุพระนิพพานอันเป็นที่ดับของสังขารทั้งปวงได้โดยไม่ยืดเยื้อแต่อย่างใด แต่สำหรับบางคน พอปฏิบัติถึงระดับญาณนี้แล้ว สมาธิญาณขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่คงเส้นคงวา และบ่อยครั้งมาก จนอาจทำให้ท้อใจได้ จึงขอเตือนว่าอย่าได้ท้อถอยเลย จงพยายามต่อไปเพื่อให้ญาณนี้มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยการตามกำหนดอารมณ์ที่เกิดขึ้นในทวารทั้ง ๖ ให้ทั่วถึงทุกอารมณ์ และต้องกำหนดโดยเอื้อเฟื้อในการปฏิบัติและหนักแน่นในการกำหนด แต่หากกำหนดจนจิตเป็นสมาธิแน่วแน่แล้ว ก็ยากที่จะขยับขยายจิตไปกำหนดอารมณ์ให้ทั่วถึงทั้ง ๖ ทวารได้ ดังนั้น จะต้องรีบขยับขยายจิตไปกำหนดโดยกว้าง ๆ ก่อนที่การกำหนดจะถึงขั้นละเอียดอ่อนและถึงความสงบแน่วแน่ คือต้องเริ่มขยับขยายการกำหนดให้กว้าง ๆ ขึ้น นับตั้งแต่เริ่มมีสมาธิพอใช้ได้เป็นต้นมาเรื่อย ๆ

 

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view