เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 730,033
Page Views 919,746
สินค้าทั้งหมด 1
 

วิปัสสนาชุนี

วิปัสสนาชุนี

วิธีขยายการกำหนด

เมื่อกำหนดพองหนอ – ยุบหนอ – นั่งหนอ จนได้ดีพอสมควรแล้ว ให้ตามกำหนดอาการถูกทั้งหลายที่ปรากฏขึ้นทั่วร่างกาย และการเห็น การได้ยิน เป็นต้น ตามลำดับ ความเกิดขึ้นโดยนัยเป็นต้นว่า “ถูกหนอ” และให้กำหนดต่อเนื่องกันตลอด เมื่อกำหนดอยู่เช่นนี้ หากการกำหนดเกิดภาวะที่ห่างกันเกินไป หรือเกิดอาการฟุ้งซ่านขึ้นมาก็ดี เกิดอาการเหนื่อยก็ดี ก็ให้กำหนดตาม เมื่อหายแล้วค่อยกลับมากำหนดพองหนอ – ยุบหนอ – นั่งหนอ เหมือนอย่างเดิม เมื่อกำหนดได้นานพอสมควรแล้ว ให้ขยายออกไปกำหนดตามสภาพอารมณ์ที่เกิดขึ้นตามนัยที่กล่าวไว้แล้ว นั่นแหละ หมายความว่า มิใช่แต่จะกำหนดเพียงอาการพองหนอ – ยุบหนออย่างเดียว แต่บางครั้งให้เอาจิตไปกำหนดสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วร่างกายตามความเหมาะสมด้วย

ครั้นแผ่ขยายการกำหนดไปในอารมณ์ต่าง ๆ ได้ดีแล้ว ถึงแม้จะไม่เอาใจใส่โดยตรง แต่ก็สามารถรู้สิ่งที่ได้ยินได้เห็นทั้งหลายว่า “ข้างหน้าข้างหลังไม่เกี่ยวข้องกัน ต่างก็ดับไปเป็นขณะ ๆ ของแต่ละอารมณ์ นี้แหละคือการรู้โดยถูกต้อง บางคนเมื่อตั้งใจเพ่งอารมณ์แล้ว แต่เห็นอารมณ์ไม่ชัดเจน เห็นเพียงแวบ ๆ ก็ทำให้คิดไปว่า “มองไม่ค่อยเห็น เราอาจเสียสายตาไปแล้วก็ได้ จึงทำให้เห็นไม่ชัด ที่จริงแล้ว มิได้อยู่ที่สายตา เป็นเพียงอารมณ์ที่เป็นบัญญัติ ซึ่งไม่ชัดเจนเท่านั้นเอง เพราะอำนาจของญาณที่เกิดขึ้นมาเอง ซึ่งกำหนดรู้การเห็นก่อน ๆ กับการเห็นภายหลังตามสภาวธรรม ในเวลาเช่นนี้ แม้จะหยุดกำหนดอย่างไร รูปนามและสังขารต่าง ๆ ก็จะปรากฏอยู่ดีนั่นเอง ญาณที่กำหนดรู้ก็จะทำหน้าที่รู้โดยอัตโนมัติของมันเอง ดังนั้น แม้จะนอนก็จะนอนไม่ค่อยหลับ จิตจะแจ่มใสอยู่ตลอดทั้งวันทั้งคืน แต่ถึงจะนอนไม่หลับก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะจะไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพแต่อย่างใด จงพยายามต่อไป เมื่อกำลังญาณแก่กล้าเต็มที่แล้ว จิตที่กำหนดจะปรากฏเหมือนกับดิ่งเข้าไปในอารมณ์เลยทีเดียว

เมื่อรู้แจ้งถึงความดับไปของอารมณ์และจิตที่กำหนดได้แล้ว ย่อมเห็นได้ว่า “สภาวธรรมนี้ไม่เที่ยงหนอ เป็นไปชั่วระยะเวลาดุจสายฟ้าแลบ ไม่สามารถตั้งอยู่ได้ แม้แต่ก่อนนั้นก็ดับไปแล้ว เหมือนกับสภาวธรรมที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ และต่อไปในอนาคตก็จะเป็นอย่างนี้เหมือนกันทั้งนั้น ความไม่รู้นี้ช่างเป็นทุกข์เสียจริงหนอ” ดังนี้ โดยให้ตามกำหนดอาการไตร่ตรองนั้นด้วย

นอกจากนี้ ในระหว่างที่กำหนด เราอาจพิจารณาไตร่ตรองเห็นอารมณ์ที่น่ากลัวก็อาจเป็นได้ เช่น “เนื่องจากเราไม่รู้ จึงได้อยู่กันอย่างสนุกสนาน แต่พอเราได้มารู้ความเกิดดับอย่างรวดเร็วเช่นนี้แล้ว ช่างน่ากลัวจริง ในช่วงที่สภาวธรรมทั้งหลายดับแล้วดับอีก เราทั้งหลายสามารถตายได้ทั้งนั้น เริ่มตั้งแต่เกิดในภพครั้งแรกก็น่ากลัว การเกิดแล้วเกิดอีกอย่างไม่รู้จักจบสิ้นอย่างนี้ก็ช่างน่ากลัวเสียจริงหนอ การคิดในสิ่งที่ไร้ตัวตนว่ามีตัวตน ก็ช่างน่ากลัวเสียจริงหนอ การที่เราพยายามให้สภาวธรรมเหล่านี้ตั้งอยู่ในโลกได้นาน ๆ ก็ช่างเป็นทุกข์น่ากลัวเสียจริงหนอ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย การร้องห่มร้องไห้ เสียอกเสียใจ ก็น่ากลัวจริงหนอ” ดังนี้ เป็นต้น หากเกิดการไตร่ตรองเช่นนี้ขึ้นมา ก็ให้รีบเอาจิตไปกำหนด อย่าปล่อยให้ขาดสติไปได้ ซึ่งในช่วงที่การไตร่ตรองเช่นนี้เกิดขึ้น จิตของเราจะมีสภาพเหมือนกับไร้ที่พึ่งพิง เกิดความน้อยใจ บางทีก็เป็นเหมือนกับกลัวต่อนามรูปที่ดับแล้วดับอีกอย่างไม่มีที่จบสิ้น บางทีเป็นเหมือนกับเสียใจก็มี คือไม่มีความร่าเริงแจ่มใส หากเกิดอาการอย่างนี้ก็อย่าได้ตกใจเลย พึงเข้าใจว่า ญาณของเรากำลังก้าวหน้าไปตามสภาวธรรมอยู่ การที่ได้รู้ซึ่งสิ่งที่น่ากลัวน่าสังเวช ก็เป็นเพียงภาวะของอุเบกขาจิตเกิดขึ้นเท่านั้น ให้เราพยายามกำหนดจิตที่ไตร่ตรองนั้นให้ดี กำหนดทุกอารมณ์ที่เข้ามา อีกไม่ช้าก็จะพ้นภาวะเช่นนี้ แต่ถ้าหากไม่ตั้งใจกำหนด มัวแต่ไตร่ตรองพิจารณาอยู่อย่างนี้ แล้วก็จะกลายเป็นโทมนัส ความเสียใจ จนทำให้เกิดอาการกลัวจริง ๆ ขึ้นมาได้ หากเป็นความกลัวเช่นนี้ ไม่ใช่วิปัสสนาญาณ ดังนั้น จึงไม่ควรปล่อยให้โทมนัสหรือความกลัวเช่นนี้เกิดขึ้น จะต้องตั้งใจกำหนดให้สิ่งเหล่านี้หายไปอย่างเด็ดขาด

อีกอย่างหนึ่ง บางทีอาจไตร่ตรองในลักษณะเป็นเชิงตำหนิในระหว่างที่กำหนดอยู่ก็ได้ เช่น ตำหนิว่า “นามรูปที่เกิดแล้วดับไปนี้ไม่ดีเอาเสียเลย คือเริ่มตั้งแต่เกิดก็ไม่ดี เกิดอยู่อย่างไม่มีการจบสิ้นก็ไม่ดี ความคิดที่ว่ามีตัวมีตนในสิ่งที่ไม่มีตัวตนก็ไม่ดี การพยายามทำให้สิ่งเหล่านี้มีอายุยืนยาวไปก็ไม่ดี การได้เกิดในภพใหม่ก็ไม่ดี ความแก่ ความเจ็บ ความตาย การร้องไห้ ความเศร้าโศกเสียใจอย่างรุนแรงก็ไม่ดี มีแต่กองทุกข์ ไม่มีความสงบเอาเสียเลย” ดังนี้เป็นต้น หากเกิดอาการเช่นนี้ขึ้น ให้รีบกำหนดอารมณ์ให้ได้ เพราะในภาวะเช่นนี้อาจทำให้คิดไปว่า นามรูปที่เป็นอารมณ์กับจิตที่เป็นตัวกำหนดเป็นของหยาบ เป็นของเลวทราม เป็นของไร้ประโยชน์ ใช้การไม่ได้ เป็นของไม่มีค่า เกิดแล้วก็ดับ ช่างน่าเกลียดเสียเหลือเกิน หรือบางทีทำให้คิดไปว่าร่างกายนี้เน่าเปื่อย ผุพัง ช่างน่ากลัว ข่างเป็นของที่พังพินาศรวดเร็วอะไรปานนี้

ในภาวะที่เกิดความคิดเช่นนี้ จิตของโยคีผู้ปฏิบัติถึงแม้จะกำหนดรูปนามตามลำดับของความเกิดดับได้ก็จริง แต่ก็จะไม่มีความเพลิดเพลินยินดีในรูปนามเหล่านั้น ถึงแม้จะสามารถกำหนดรูปนามได้อย่างดี แต่กำลังใจจะไม่ค่อยมีปรากฏเหมือนอย่างแต่ก่อน คงมีแต่ความเบื่อหน่ายเท่านั้นที่เหลืออยู่ เพราะฉะนั้นในช่วงนี้อาจทำให้เราไม่ค่อยอยากจะกำหนดหรือทำให้เกิดความเกียจคร้านในการปฏิบัติ แต่จะไม่กำหนดก็ไม่ได้ จำเป็นต้องฝืนกำหนดต่อไปเรื่อย ๆ เปรียบเหมือนกับคนที่จำเป็นต้องเดินผ่านที่ ๆ มีโคลนตมหรือสิ่งปฏิกูล ถึงจะรังเกียจเพียงใดก็จำเป็นต้องเดินผ่านไป ไม่ไปก็ไม่ได้ จึงต้องฝืนใจไปจนพบจุดหมายปลายทาง และในขณะที่เกิดความเกียจคร้านเบื่อหน่ายอยู่นั้น อาจทำให้เกิดความคิดนึก (มองเห็น) ไปว่า “โลกมนุษย์เรานี้มีแต่ความสับสนไปด้วยรูปนามที่แตกดับอยู่เสมอ จะเป็นใครมาจากไหนก็ตาม จะเป็นบุรุษผู้เลอเลิศ หรือจะเป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ เศรษฐี คฤหบดีก็ตาม เขาเหล่านั้นก็จะต้องแตกดับ ไม่มีอะไรเป็นที่น่าเพลิดเพลิน มีแต่สิ่งที่น่าสังเวชใจโดยแท้ แม้แต่เทวโลก พรหมโลกก็ไม่แตกต่างอะไรไปจากนี้ คงมีแต่ความแตกดับกันทั้งสิ้น”

เพราะความเบื่อหน่ายนี้เอง อาจทำให้เราคิดไปว่า “จิตที่กำลังกำหนดอยู่ทุก ๆ ครั้ง เป็นเหมือนกับพยายามดื้อรั้นที่จะปลีกตัวออกจากรูปนามสังขารที่เรากำลังกำหนดอยู่” และเมื่อเราปรารถนาที่จะพ้นจากรูปนามสังขารแล้ว อาจทำให้เราคิดนึกไปอีกว่า การเห็น การได้ยิน ความถูกต้อง ความนึกคิด และอาการที่กำหนดอยู่ทั้งหลายเหล่านี้ หากดับไปจากตัวเราได้ก็จะเป็นการดีไม่น้อยเลย หากเราสละสิ่งเหล่านี้ได้แล้ว ก็จะเป็นการดีอย่างแน่แท้ เราอยากจะถึงที่ ๆ สิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่”

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view